วันจันทร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ความขัดแย้งทางศาสนาและแนวทางแก้ไข


เรื่องที่ 6    ความขัดแย้งทางศาสนาและแนวทางแก้ไข

ทำไมต้องมีศาสนา

                    ในปัจจุบัน  มีคนกล่าวกันมากมาย  ว่าศาสนาไม่จำเป็นสำหรับชีวิตเนื่องด้วยปัจจุบันมีสิ่งที่ตอบสนองความต้องการของมนุษย์มากมายไม่ว่าจะเป็นทางชีววิทยาก็ดี ทางสังคม เช่นอาหาร  เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ที่อยู่อาศัย เทคโนโลยี มนุษย์จึงไม่จำเป็นต้องพึ่งศาสนาอีกต่อไป แต่ความจริงแล้ว โดยทั่วไปแล้วคนกับศาสนาไม่สามารถแยกออกจากกันได้ มนุษย์เป็นสัตว์สังคมชนิดหนึ่ง  ถ้าเทียบกับธรรมชาติแล้วเป็นเพียงสัตว์ตัวนิดเดียว  ไม่สามารถจะสู้รบตบมือกับพลังอันยิ่งใหญ่ของธรรมชาติได้ เช่นแผ่นดินไหว  พายุใหญ่  น้ำท่วม  โรคระบาด  มนุษย์จะรู้สึกว่าตนไร้ความหมาย  พึ่งตนเองก็ไม่ได้  พึ่งกันเองก็ไม่ได้  มนุษย์จึงมองหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตอบสนองความต้องการของตนเอง  ที่เชื่อว่ามีอำนาจเหนือกฎธรรมชาติ  และสามารถตอบสนองความต้องการทางจิตใจได้  และศาสนาคือที่พึ่งที่ดีที่สุด  สำหรับมนุษย์  เป็นที่ให้ความหวัง และกำลังใจ ในการต่อสู้กับความโหดร้ายของพลังอันยิ่งใหญ่ของธรรมชาติได้เป็นอย่างดี

ประเภทของศาสนา

                    แต่อย่างไรก็ดี  ศาสนาในโลกนี้ก็มีมากมาย  โดยมีศาสนาหลักที่คนเรารู้จักจำนวนมากเช่น  คริสต์ อิสลาม ฮินดู  พุทธ ฯ แต่ละศาสนาก็มีความแตกต่างกันอีกมากมายหลายด้านแต่นักปราชญ์ทางศาสนาได้สรุปศาสนาในโลกไว้  2  ประการดังนี้  คือ
                    1.  ศาสนาเทวนิยม (Theism )  คือศาสนาที่มีเทพเจ้า นับถือบูชาพระเจ้า   หรือเทวดาคือสิ่งสูงสุด  บางศาสนามีเทพเจ้าหลายองค์ มนุษย์จะต้องอ้อนวอน  บูชาบวงสรวง  ทำให้เทพเจ้าพอใจจึงจะเกิดผลสำเร็จแก่ตนเองได้ เช่นพระพรหม พระศิวะ  พระนารายณ์ คือ  ฮินดู  บางศาสนามีพระเจ้าเพียงพระองค์เดียวคือ  ยูดาย คริสต์  อิสลาม ที่มีความเชื่อขั้นมูลฐานอยู่ว่า  ในเอกภพนี้มีเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่เพียงองค์เดียวที่เป็นผู้สร้างโลกและสรรพสิ่ง  พร้อมกับดูแลสรรพสิ่งบนโลกและสามารถที่จะรับรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง ดังมีพระคัมภีร์ในศาสนาคริสต์กล่าวว่า “ แม้แต่นกกระจอกตัวน้อยตกลงมาตายก็ไม่รอดจากสายตาของพระองค์ ” มนุษย์ที่มีปัญญาเพียงกระจิดริดจะรู้อะไรที่ลึกซึ้งทางศาสนาได้ จะรู้ได้ต้องอาศัยความกรุณาจากพระผู้เป็นเจ้าเท่านั้นจึงจะรู้ได้
                    2.  ศาสนาอเทวนิยม (Atheism)  คือศาสนาที่ไม่นับถือเทพเจ้าว่าเป็นสิ่งสูงสุด ไม่ส่งเสริมการอ้อนวอน  บวงสรวง บนบานแก่เทพเจ้า  และไม่เชื่อว่าเทพเจ้ามีจริง  อันได้แก่ ศาสนาพุทธ และ ศาสนาเชน  โดยมีหลักความเชื่ออยู่ว่า  ความจริงทุกระดับทุกชนิดมีอยู่โดยตัวของมันเองตามธรรมชาติ  ไม่มีเทพเจ้าผู้สร้าง เทพเจ้าผู้ทำลาย  เทพเจ้าผู้รักษา แต่สรรพสิ่งความดีความชั่วอยู่ที่การกระทำของมนุษย์เอง มนุษย์จะอยู่รอดต้องอยู่ในกฎของเหตุ  และ ผล เป็นผู้กำหนดชะตากรรมของตนเอง

ความแตกต่างทางศาสนาบางประการอันเป็นที่มาแห่งความขัดแย้ง.
                    ศาสนาทุกศาสนาสอนให้มนุษย์รักกัน  ช่วยเหลือเกื้อกูลกันอย่างสงบ  ไม่ให้เบียดเบียนกัน  ศาสนาคริสต์สอนให้รักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง  ศาสนาพุทธสอนให้ รักทุกคนดุจแม่รักลูกน้อยของตนเพราะความรักเมตตาคือธรรมค้ำจุนโลกและสังคม  ศาสนาอิสลามสอนว่า จงอย่ากินอิ่มแล้วปล่อยให้เพื่อนบ้านหิวโหย 
                    แต่ทั้ง ๆ ที่ศาสนาสอนให้รักกัน  แต่ก็ยังมีศาสนิกของศาสนาต่าง ๆ กลับเกลียดชังกัน  สงสัยหวาดระแวง ด่าประณามซึ่งกันและกัน ในที่สุดก็นำไปสู่การเบียดเบียนเข่นฆ่ากันในนามของศาสนา  เบียดเบียน เข่นฆ่าเพื่อพระเจ้าของตน แม้แต่ในศาสนาเดียวกันก็ยังมีความขัดแย้งกันเอง  ปัญหาคนเกลียดกันเพราะศาสนา เป็นเรื่องที่มีมานานแล้วและเป็นปัญหาของนักศาสนศาสตร์ไม่ต้องการให้เกิดขึ้น  สงครามศาสนาบางแห่งแม้จะยุติไปแล้ว  แต่ในปัจจุบันหาได้ยุติอย่างสิ้นเชิงไม่ โดยความขัดแย้งอาจจะมาจากหลายสาเหตุแต่จากการศึกษาทางประวัติศาสตร์ของศาสนาต่าง ๆ เราจะพบความจริงว่าไม่มีศาสนาใดในโลกนี้ที่ไม่มีการแตกแยกนิกายเป็นลัทธินิกายต่าง ๆ โดยมีเหตุผลหลายประการดังนี้
                    1. ความแตกต่างทางพิธีกรรม  เนื่องด้วยพิธีกรรมเป็นองค์ประกอบหนึ่งของศาสนาทุกศาสนาต้องมีพิธีกรรมแต่ก็มีความแตกต่างทางพิธีกรรมที่  อีกศาสนาหนึ่งส่งเสริม  อีกศาสนาหนึ่งคัดค้าน  เช่นศาสนาฮินดูในยุคสมัยเดียวกันกับพระพุทธองค์ส่งเสริมการฆ่าสัตว์เพื่อบูชายัญ  แต่พระพุทธศาสนากลับเห็นขัดแย้งกันว่าการฆ่าสัตว์บูชายัญไม่มีผลต่อผู้กระทำพิธีบูชายัญ  มีแต่จะทำให้เกิดการฆ่ามากขึ้น  หรือชาวพุทธมีพุทธรูปเป็นรูปเคารพแทนพระพุทธเจ้า    แต่สำหรับชาวมุสลิม  ห้ามมีรูปเคารพใด ๆไว้บูชาแทนพระผู้เป็นเจ้าดังที่เกิดเหตุการณ์ในอัฟกานิสถาน  ใช้ปืนยิงพระพุทธรูปที่มีอายุพันกว่าปี ให้แตกสลายและแพร่ภาพทางโทรทัศน์ทำให้ชาวพุทธทั่วโลกโศกาดูรอย่างยิ่งโดยเฉพาะชาวพุทธที่มิเคยไปทำร้ายน้ำใจคนอัฟกานิสถานเลย
                    2. ความแตกต่างทางความเชื่อ  แน่นอนที่สุดความเชื่อเป็นสิ่งที่ทำให้คนอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขหรือขัดแย้งกันได้ในเมื่อมีความคิดเห็นไม่ตรงกันเช่นความเชื่อของคาทอลิก  เชื่อว่าพระสันตะปาปาเป็นผู้แทนพระเจ้าในโลกมนุษย์คำสั่งของสันตะปาปาคือคำสั่งของพระเจ้า  แต่ชาวโปเตสแตนท์ กลับรับไม่ได้และยอมรับไม่ได้ หรือความแตกต่างของชาวพุทธเชื่อว่าการจุดธูปเทียนบูชาพระและการเจริญวิปัสสนาเป็นมงคลต่างกับชาวคริสต์บางกลุ่มกลับเชื่อว่านั่นคือสาเหตุที่เปิดช่องทางให้ผีเข้าได้
                    3.  ความแตกต่างทางเชื้อชาติและผิวพรรณ  ความแตกต่างทางเชื้อชาติและผิวพรรณเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับสังคมมนุษย์  เช่นคนผิวขาวมองคนผิวดำเป็นเพียงสิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นแรงงาน  ไม่ได้เป็นคนเป็นเพียงสัตว์ชนิดหนึ่ง  หรือการแบ่งชนชั้นทางสังคมเช่นระบบวรรณะในอินเดียแม้โดยนิตินัยจะหมดไปแต่โดยพฤตินัยก็ยังคงมีอยู่  การการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของชาวยิวในเยอรมันในสมัยของอะดอฟฮิตเลอร์ก็ดี หรือสมาคม คู คลักซ์ แคลน ที่มีในยุโรปที่ดูถูกคนผิวดำโดยใช้ศาสนาเป็นตัวนำหน้าเหมือนกัน
                    4. ความแตกต่างทางด้านคำสอน  คำสอนอันเป็นหลักการประพฤติปฏิบัติ  เป็นตัวกำหนดพฤติกรรมของมนุษย์ในชุมชนนั้น ๆ เช่นพระเยซู  ได้ถือกำเนิดในดินแดนปาเลสไตน์ซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของกรุงโรม  ได้ปฏิวัติคำสอนของชาวโรมจากที่มีเทพเจ้า ที่มีมากมายมีเทพประจำวัน  ประจำแม่น้ำ เจ้าที่ ฯ แต่พระองค์กลับ ประกาศศาสนาว่ามีพระเจ้าเพียงองค์เดียวในโลกคือพระยะโฮวา  อันเป็นการขัดคำสอนของคนในยุคนั้นอย่างเด่นชัดหรือพระพุทธศาสนาที่ปฏิเสธพระเจ้าถือว่าเป็นซาตานโดยอัตโนมัติ
                    5. การนำศาสนาเข้าไปเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ทางการเมือง ผู้นำที่นำศาสนาเข้าสู่สนามรบมักจะทำให้ทหารหรือประชาชนที่ไม่มีความรู้ทางศาสนาอย่างกระจ่างจริง จึงตกเป็นทาสของผู้นำที่ใช้ศาสนาบังหน้าเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองของตนได้โดยง่าย หรือการเกรงกลัวการก่อกบฎที่มีสมาชิกทางศาสนาเป็นผู้นำดังเช่นรัฐบาลโรม  เกรงว่าการที่พระเยซูประกาศศาสนาใหม่และประสบความสำเร็จ จะเห็นได้ว่าองค์กรทางศาสนาใด ๆ ถ้ามีผู้คนนับถือมากขึ้น  จะถูกเล่นงานจากทางรัฐไม่ทางตรงก็ทางอ้อมเช่นพระเยซูถูกจับตรึงไม้กางเขน  หรือลัทธิฝ่าหลุนกงก็ดี ที่รัฐบาลจีนสั่งระงับ ท่านมหาตมคานธี  ได้กล่าวไว้ว่าการเมืองที่ปราศจากหลักธรรมเป็นสิ่งเลวร้ายที่สุด
                    6.  การตีความหมายของคำสอนผิดเพี้ยนไปจากเดิม  คำสอนทางศาสนาของศาสดาก็ดี  หรือสารจากพระผู้เป็นเจ้าก็ดี  กว่าจะมาถึงยุคปัจจุบัน  ก็มีความหมายผิดเพี้ยนไปมากเช่นพระพุทธศาสนา สองนิกาย คือมหายาน  และเถราวาท ที่มีการตีความหมายของหลักสูงสุดทางศาสนาคือพระนิพพานไปคนละด้านมหายานเชื่อว่าพระนิพพานคือดินแดนพุทธเกษตร หรือดินแดนสุขาวดี มีพระพุทธเจ้า  และพระอรหันต์องค์ต่าง ๆ สถิตย์อยู่ที่นั่น มีความสุขนิรันดร์  ส่วนฝ่ายเถราวาทเชื่อว่าพระนิพพานคือ  สภาวะสิ้นกิเลสไม่มีไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ  คอยเผารนจิตใจ คือความดับทุกข์ ไม่มีเกิดอีกแล้ว
                    7.  ผลประโยชน์มหาศาลที่มาพร้อมกับความเลื่อมใสทางศาสนา  ของสาธุชนในเมื่อศาสนา มีศาสนิกผู้ที่ให้ความเลื่อมใสย่อมมีการบริจาคทรัพย์สินมีผลประโยชน์และขัดแย้งผลประโยชน์กันเอง  ที่ใดมีผลประโยชน์  ที่นั่นย่อมมีความขัดแย้งเกิดขึ้นเสมอ
                    8.  การไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของศาสนาอื่นที่อยู่ในชุมชนเดียวกัน  ในสังคมไทยของเรามีความหลากหลายทางศาสนาไม่ว่าจะเป็น ชาวคริสต์ ชาวมุสลิม ชาวพุทธ  ถ้าไม่เปิดใจกว้างไม่ยอมรับความคิดเห็นของกันและกัน  สิ่งเดียวที่จะเกิดขึ้นได้ในสังคมที่มีความหลากหลายทางศาสนาและไม่ยอมรับความคิดเห็นกันคือ  ความแตกแยก ความขัดแย้ง
                    9.  พวกที่คลั่งศาสนาแต่ไม่เคร่งศาสนา  คนเหล่านี้เป็นคนที่อันตรายมากเนื่องด้วยคนเหล่านี้มักจะไม่ค่อยมีความรู้ทางศาสนาแท้จริง  แต่มีความนับถือศาสนามากถึงกับต้องใช้คำว่าคลั่งคือคุยกันด้วยเหตุผลไม่ได้ มักจะถูกหลอกใช้     เป็นเครื่องมือจากผู้ที่อ้างนามหรือเอ่ยนามพระผู้เป็นเจ้าหรือศาสนาอยู่เสมอ

แนวทางแก้ไขความขัดแย้งทางศาสนา
                    จากเหตุการณ์ต่าง ๆ อันเป็นที่มาแห่งความขัดแย้งทางศาสนา ล้วนแต่มาจากการศึกษาศาสนาที่ไม่ถ่องแท้ นักการศาสนาควรจะมองเห็นความสำคัญของการศึกษาศาสนาอย่างจริงจัง  และหาแนวทางป้องกันความขัดแย้งทางศาสนาอันจะเกิดขึ้นจากความแตกต่างหลายประการโดยมีวิธีที่พอจะหาแนวทางป้องกันความขัดแย้งทางศาสนาได้ดังนี้
                    1.  ไม่ศึกษาและนับถือศาสนาด้วยความลำเอียง เมื่อไหร่ก็ตามที่เราศึกษาศาสนาโดยมีอคติเข้าไปเกี่ยวข้องย่อมจะไม่เห็นแก่นแท้ของศาสนานั้น ๆ  อคติในที่นี้คือ 
1.             ฉันทาคติ  ความลำเอียงเพราะชอบ  เข้าข้างศาสนาตัวเอง
2.             โทสาคติ  ความลำเอียงเพราะไม่ชอบ  มองเขาในแง่ไม่ดี
3.             โมหาคติ  ความลำเอียงเพราะความไม่รู้  มีแต่ความเชื่อย่างเดียวขาดปัญญา
4.             ภยาคติ    ความลำเอียงเพราะความกลัวขาดการไตร่ตรองที่ดี
                    ทุกศาสนาล้วนสอนให้คนเป็นคนดี  คำว่า มุสลิม แปลว่า ผู้รักสันติหรือผู้นำสันติมาใช้ในการดำเนินชีวิต  คริสต์ศาสนาก็เช่นกันก็เป็นผู้รักสันติ  ไม่ต้องการการมีเรื่องกับใครดังคำที่ว่า “เมื่อเขาตบแก้มขวา  จงเอียงแก้มซ้ายให้เขาตบอีกข้าง” แต่อย่างไรก็ดีถ้าเราศึกษาจริยธรรมขั้นพื้นฐานของแต่ละศาสนาจะเห็นได้ว่าแทบจะไม่มีความแตกต่างกันเลยดังเช่น  บัญญัติ 10 ประการกับศีล 5  เป็นสิ่งไปด้วยกันได้ เป็นหลักประกันได้เป็นอย่างดีดังนี้
                ศีลข้อ 1  ห้ามเบียดเบียน ฆ่าสัตว์                                                     เป็นหลักประกันชีวิต
                ศีลข้อ 2  ห้ามลักขโมยของที่เจ้าของเขาไม่อนุญาต                     เป็นหลักประกันทรัพย์สิน
                ศีลข้อ 3  ห้ามประพฤติผิดในกาม                                                    เป็นหลักประกันความสามัคคี
                ศีลข้อ 4  ห้ามพูดปด กล่าวเท็จ                                                         เป็นหลักประกันศักดิ์ศรี
                ศีลข้อ 5 ห้ามดื่มสุรายาเสพติด                                                          เป็นหลักประกันสุขภาพ
โดยจริยธรรมขั้นพื้นฐานแล้วจะสามารถโยงหากันได้เป็นอย่างดี.
                    2.   ศึกษาศาสนาเพื่อรู้และเข้าใจความแตกต่างแต่ไม่แตกแยก  แน่นอนที่สุดทุกศาสนามีความแตกต่างกัน ทางด้านพิธีกรรมก็ดี ทางด้านคำสอน  แต่ถ้าเราศึกษาเพื่อความเข้าใจและถึงแม้เราจะเห็นความแตกต่าง  แต่เราไม่แสดงความแตกแยก  ในความต่างย่อมมีความเหมือนอยู่เสมอ  เพราะที่สุดของคนเราก็คือ  ต้องการความสุข  รังเกียจทุกข์ไม่ต้องการให้ใครดูถูกตัวเอง  ดูถูกศาสนาที่ตัวเองเคารพ  แม้กระทั่งในสนามรบก็ให้ความเคารพกับศาสนาอื่นเช่นบัญญัติในการรบของผู้ที่ได้รับชัยชนะชาวมุสลิมเขียนไว้ว่า “จะต้องไม่เบียดเบียนพระหรือนักบวชในศาสนาอื่นใดก็ตาม  และจะต้องไม่ทำลายศาสนสถานของศาสนาอื่น”  ขอเราท่านทั้งหลายอย่าได้คิดแม้แต่น้อยเลยว่า  หากเราศึกษาศาสนาของผู้อื่นแล้ว  จะทำให้เราเสื่อมความเชื่อในศาสนาของเรา  แต่นั่นคือการเปิดกว้างสำหรับการยอมสิ่งที่มีอยู่จริงอีกมิติหนึ่ง ผู้ใดที่เข้าถึงหัวใจของศาสนาของตนเองได้  ผู้นั้นย่อมจะเข้าถึงหัวใจของศาสนาอื่นได้เช่นเดียวกัน
                    3.  จัดตั้งโครงการเพื่อศาสนสัมพันธ์  เพื่อความเข้าใจอันดีขึ้น  ในสังคมที่มีความหลากหลายทางศาสนา  อาจจะให้มีการประชุมทางศาสนาทุก 1 เดือน  มีการเชิญวิทยากรของแต่ละศาสนามาอภิปรายหรือบรรยายในเชิงสร้างสรรค์ เพื่อความสามัคคีเราสามารถที่จะอยู่รวมกันได้อย่างสันติ  อาจจะช่วยลดภาพลักษณ์บางศาสนาที่คนอื่นมองในแง่ไม่ดีให้มองในแง่ดีได้มากขึ้น นักปราชญ์ทางศาสนาบางท่านยังมีโครงการที่จะรวมศาสนาในโลกเป็นศาสนาสากล  แต่โดยความเป็นจริงแล้ว ศาสนาก็เป็นเพียงแต่สิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติและได้รับการดัดแปลงแก้ไขจากปัญญาของมนุษย์  เพื่อตอบสนองความต้องการศาสนาจึงมาจากแหล่งกำเนิดเดียวกัน  เป็นประดิษฐกรรมของมนุษย์  โดยมนุษย์  เพื่อมนุษย์
                    4.   ให้เกียรติและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน  ไม่แบ่งแยกผิวพรรณวรรณะ  เพราะคนที่แบ่งแยกผิวพรรณ  เรื่องของเชื้อชาติ  แต่ความจริงศักยภาพความเป็นคนของเราไม่ได้อยู่ที่ผิวพรรณหรือเชื้อชาติ  แต่อยู่ที่การกระทำและเจตนาที่แสดงออกมา  นั่นแหละคือความสามารถที่แท้จริงของเขา ไม่เหยียดหยามกันเพราะศาสนา ใครจะเกิดในตระกูลต่ำสูงอย่างไรก็ตามถ้าทำดีก็เป็นคนดี  ถ้าทำความชั่วก็เป็นคนชั่ว ดังในสุนทริกสูตร ว่า “ไฟย่อมเกิดได้จากไม้ทุกชนิด  ผู้รู้แม้เกิดในตระกูลต่ำ  แต่เป็นผู้มีความพากเพียร เป็นผู้กันความชั่วด้วยความละอาย มีสัตย์ ฝึกตน ก็เป็นคนอาชาไนยได้”
                    5.  ยอมรับข้อดีของแต่ละศาสนา  คือเรามองกันในแง่ดี  พิจารณาข้อที่จะเป็นประโยชน์แก่ตนเองและสังคม ร่วมกันจรรโลงสังคม  เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่เราจะมามัวทะเลาะกันเรื่องศาสนา  แต่เราทุกศาสนาควรจะมองถึงปัญหาสังคมมีอยู่ในปัจจุบัน เช่นปัญหายาเสพติด อันเป็นตัวบ่อนทำลายความมั่นคงทุกสถาบันในสังคมทำอย่างไรจะนำหลักธรรมทางศาสนามาปลดปล่อยให้เยาวชนของเราที่ตกเป็นทาสยาเสพติดได้  ทั้งฝ่ายเทวนิยมและอเทวนิยมโดยมีหลักอยู่ 4 ประการคือ
-                   มีความจริงใจไมตรีจิตจะให้สัตว์ทั้งปวงมีสุขถ้วนหน้า
-                   มีความเอ็นดูสงสารและความตั้งใจจริงที่จะช่วยให้พ้นทุกข์
-                   พลอยยินดีและร่วมเป็นแรงกายแรงใจ ไม่อิจฉาริษยากัน
-                   วางใจเป็นกลางในการทำงานร่วมกัน
                    6.  เผยแผ่ศาสนาอย่างถูกต้อง  คือไม่ไปแย่งชิงศาสนิกของศาสนาอื่น  โดยวิธีการบังคับ ขู่เข็ญ และแบบมีเล่ห์เพทุบายก็หมายความว่าศาสนาที่เสียศาสนิกไปย่อมเกิดความไม่พอใจ  แต่ควรชี้ให้เขาเห็นข้อดีของศาสนาของเราจริง ๆ   แต่ถ้าเป็นการเผยแผ่โดยเอาผลประโยชน์ทางการศึกษา  ทางเศรษฐกิจ  ทางสังคมเข้ามาเป็นเหยื่อล่อก่อนไม่ควรกระทำเพราะไม่ใช่การประกาศอย่างตรงไปตรงมา  แต่เป็นการใช้เหยื่อล่อเหมือนล่อปลามาติดเบ็ด  เท่ากับเป็นการหลอกลวงโดยตรง
                    7.  ศาสนาเปรียบกับต้นไม้  ตามแนวของท่านศ.ดร.แสง  จันทร์งาม  ธรรมดาต้นไม้ย่อมมีส่วนประกอบที่สำคัญ 3 ส่วนคือ
ราก         เปรียบเหมือน      ความเป็นมนุษย์
                                ลำต้น     เปรียบเหมือน      ความต้องการทางจิตวิญญาณ 5 ประการคือ  ปรัชญา
                                                ชีวิต  ที่พึ่งอันประเสริฐ สิ่งสมบูรณ์ที่สุด  ความดีและความสุขชั้นสูง
                                กิ่ง           เปรียบเหมือน      ศาสนาต่าง ๆ
                                นกทั้งหลาย          เปรียบเหมือน      ศาสนิกชน
                    ก่อนที่นกจะลงจับต้นไม้นั้น  มันจะต้องพิจารณาดูเสียก่อนว่ากิ่งไหนจะเหมาะสมขนาดตัวของมันนกตัวใหญ่จะจับที่กิ่งใหญ่  นกขนาดกลางจับกิ่งขนาดกลาง  นกตัวน้อยจะจับกิ่งขนาดเล็ก นกตัวใหญ่จะไม่เกิดความหยิ่งผยองในกิ่งใหญ่ของตน  และจะไม่หันไปดูถูกกิ่งเล็กของนกตัวอื่น  เพราะมันรู้ดีว่าไม่ว่าจะกิ่งใหญ่หรือเล็ก  ก็ล้วนมาจากลำต้นเดียวกัน  เป็นต้นไม้ต้นเดียวกันให้ประโยชน์ที่สำเร็จแก่นกทุกตัวอย่างเท่าเทียมกัน มันก็จะอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุข

      โลกทั้งผองพี่น้องกัน

แม้แตกต่าง           ศาสนา                   สามัคคี
                                                ดังน้องพี่               มวลมิตร                จิตรแจ่มใส
                                                ขอก้าวไป              มอบดวงใจ             ให้ห่วงใย
                                                ร่วมสร้างไทย       ให้มีธรรม                ค้ำชูชน.

เสื้อเหลือง-เสื้อแดง ความคิดขัดแย้งทางเศรษฐกิจที่ร้าวลึก

เรื่องที่ 5   เสื้อเหลือง-เสื้อแดง ความคิดขัดแย้งทางเศรษฐกิจที่ร้าวลึก



     คนจำนวนมากของสังคมไทยในเวลานี้  แม้กระทั่งผู้นำทางการเมืองจำนวนไม่น้อย  มองปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองของไทยที่มีกลุ่มคนใส่เสื้อสีต่างๆ อยู่หลายสีจนใกล้เกือบจะครบรุ้งเจ็ดสีอยู่แล้ว  ว่าเป็นเพียงแนวคิดความขัดแย้งทางการเมืองที่คิดเห็นไม่ตรงกัน  โดยเฉพาะคนในรัฐบาลด้วยแล้ว  เห็นปัญหานี้เป็นเพียงการต่อสู้เรียกร้องเพียงเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณกับพวกที่ต่อต้านทักษิณ  มุมมองของปัญหาที่แคบมากเช่นนี้  รังแต่จะสร้างให้ความแตกแยกร้าวลึกและกว้างขวางมากขึ้น  และจะนำพาประเทศชาติไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงจนอาจกลายเป็นสงครามกลางเมืองในอนาคต

                หากจะมองย้อนหลังไปราวสิบปี  หลังจากที่บ้านเมืองผ่านภาวะวิกฤตจากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬมาได้  รัฐธรรมนูญฉบับที่ร่างมาจากตัวแทนประชาชน ได้นำพาประชาธิปไตยมาสู่สังคมไทยอีกครั้ง  จนเกิดยุคประชาธิปไตยนายทุนอีกรอบ  แทนประชาธิปไตยนายทหารที่ปกครองสังคมไทยมายาวนาน  คนไทยจำนวนมากไม่เพียงแต่ชาวบ้านรากหญ้า  แม้กระทั่งอดีตผู้ร่วมอุดมการณ์พรรคคอมมิวนิสต์ไปจนถึงปัญญาชน ดารา นักร้อง ฯลฯ  เกิดหลงใหลและเสพติดกับแนวคิดการเมืองแบบเศรษฐกิจนำการเมือง  ประชานิยมสมัยใหม่สร้างความพอใจอย่างมากให้กับคนจำนวนมาก  การส่งเสริมการบริโภคแบบไม่ต้องอดออม  “ยอมเป็นหนี้ดีกว่าไม่มีเงินใช้ “  กลายเป็นสิ่งที่นิยมปฏิบัติของประชาชนคนไทย  ที่ฟังกระแสพระราชดำรัสแล้วกลับไม่ทำตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง  นักธุรกิจ ชนชั้นกลาง ชาวบ้าน  จำนวนไม่น้อยได้รับผลประโยชน์ผลพลอยได้จากเศรษฐกิจฟองสบู่ที่เติบโตขึ้นมาใหม่อีกครั้ง (ซึ่งผมเคยเรียกว่าเศรษฐกิจแบบส้มโอเน่า)  ความศรัทธาและเชื่อมั่นในนโยบายของพรรคการเมืองใหม่ที่ชื่อโรแมนติคมากในชื่อ พรรคไทยรักไทย  (ชื่อพรรคการเมืองเดียวในโลกที่ไม่เหมือนใครเช่นเดียวกับอีกหลายชื่อพรรคการเมือง  ซึ่งผมก็ตอบเพื่อนชาวต่างประเทศไม่ได้ว่าหมายถึงอะไร)  ได้สร้างคะแนนนิยมจำนวนมหาศาลในหมู่ประชาชนคนไทย  สร้างความตื่นตระหนกและตกตะลึงแก่นักการเมืองรุ่นเก่าที่ไม่เคยคิดวิธีการใหม่ๆ  และจ้องแต่จะกอบโกยผลประโยชน์จากประเทศชาติโดยลืมหาเสียงกับรากหญ้า  เพราะไม่เคยคิดมาก่อนว่านโยบายเศรษฐกิจจะสำคัญกว่านโยบายทางการเมือง  เพราะเศรษฐกิจเป็นตัวนำทางการเมืองมาตลอดในประวัติศาสตร์โลก  และนักเรียนนักศึกษาไทยก็ไม่เคยมีใครคิดเช่นนี้  เพราะการเรียนประวัติศาสตร์แบบครูไม่ฉลาดพยายามสอนให้เด็กฉลาด

                ณ วันนี้คงปฏิเสธความจริงไม่ได้ว่า   รอบตัวเรามีคนที่คิดแตกต่างกันอย่างมากอยู่สองขั้วใหญ่ๆ  มันคือขั้วไฟฟ้าที่ต่างประจุและไม่มีทางสามารถต่อสายสองขั้วนี้เข้าหากัน  เพราะต่อกันทีไรก็ช็อตทุกที  เหมือนดังเช่นปาหี่การเจรจาหาทางออกร่วมกันระหว่างผู้นำนปช.กับผู้นำรัฐบาลที่ผ่านมา สิ่งที่น่าวิตกอย่างยิ่งในเวลานี้คือ  การมองของผู้นำรัฐบาลที่เห็นว่ามวลชนคนเสื้อแดงนั้นเป็นเพียงผู้ถูกยุยงปลุกปั่นให้มาร่วมชุมนุม  โดยมีขบวนการก่อการร้ายแฝงอยู่ในกลุ่มคนเสื้อแดง  แล้วพยายามยัดเยียดตำแหน่งหัวหน้าผู้ก่อการร้ายให้แก่อดีตนายกรัฐมนตรี  ผู้ที่มีเงินมหาศาลและมีผู้ให้การสนับสนุนจำนวนมาก  เช่นเดียวกับมิสเตอร์บินลาดิน  ที่รัฐบาลอเมริกันพยายามไล่จับมาหลายสิบปีแล้วแต่ก็ไม่ได้ผลสักที

                ผมเป็นคนชอบสังเกตและชอบสอบถาม  บางครั้งก็แอบดูหรือแอบฟังสิ่งที่คนอื่นเขากระทำหรือสนทนากัน  โทรทัศน์วิทยุก็เปิดฟังทุกวันโดยไม่เลือกว่าเป็นของฝ่ายใด  และบังเอิญว่าผมได้ย้ายที่ทำงานจากจังหวัดสีเหลืองมาสู่จังหวัดสีแดง  จากที่เดินผ่านไปร้านค้าบ้านไหนได้ยินแต่เสียงโทรทัศน์ช่อง ASTV ก็กลายเป็น People channel แทน  วันไหนออกไปนอกเมืองแม้กระทั่งเข้าไปในหุบเขาถิ่นที่อยู่ชาวเขาก็เห็นแต่ชาวบ้านเปิดวิทยุสถานีคนรักเชียงใหม่51 หรือโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมของเสื้อแดง  เข้าไปในตลาดไม่ว่าตลาดไหนก็ได้ยินแต่แม่ค้าเปิดฟังวิทยุเสื้อแดงตั้งแต่เช้ายันดึก  บ้านชาวบ้านไม่น้อยถึงกับชักธงแดงหน้าบ้าน  นี่หากย้อนหลังไปสามสิบปีคงโดนจับข้อหาคอมมิวนิสต์ไปนานแล้ว  หันกลับมามองเพื่อนพ้องญาติมิตร  ก็ต้องยอมรับว่าผมมีเพื่อนที่เรียนเก่งกว่าผมอยู่มากมาย  บ้างทำงานด้านคอมพิวเตอร์  บ้างเป็นเจ้าของกิจการ บ้างเป็นเภสัชกร  ฯลฯ  ก็มีอยู่จำนวนหนึ่งที่เห็นชัดว่าต่อต้านรัฐบาลและอยากให้คุณทักษิณกลับมาบริหารประเทศชาติ  แม้ว่าจำนวนที่มากกว่าจะออกไปทางสีเหลืองอ่อนจนถึงเหลืองเข้ม  แต่ผมก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนที่แดงอ่อนถึงแดงเข้มก็ไม่ใช่แค่ชาวบ้านรากหญ้าธรรมดาเท่านั้น  ซึ่งเรื่องนี้ก็ตรงกับผู้คนที่ร่วมชุมนุมกับ นปช. เวลานี้ที่มีทั้งผู้นำทางการเมือง นายทหาร พระ ดารานักร้อง นักธุรกิจ ผู้นำชุมชน ชาวบ้านไม่ว่าชาวไร่ชาวนา กรรมกร ผู้หาเช้ากินค่ำ ฯลฯ

                การมองปัญหาแบบไม่ลึกและไม่ครอบคลุมนี้  อาจทำให้มองข้ามความจริงหลายประการที่สำคัญไป  ความแตกแยกทางความคิดในบ้านเมืองไทยเวลานี้  แม้หลักของความคิดผู้คนในบ้านเมืองอาจจะไม่แจ่มชัดเช่นเดียวกับสมัยการต่อสู้อุดมการณ์ทางการเมืองระหว่างฝ่ายซ้ายกับฝ่ายขวา แต่เนื่องจากระยะเวลาการก่อเกิดความขัดแย้งตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปัจจุบันเป็นเวลาเกือบสิบปีแล้ว  ไม่เคยมีใครรู้จริงว่าผู้ที่สนับสนุนแนวคิดคอมมิวนิสต์มีกี่คน  ก็คงเช่นเดียวกับคนเสื้อแดงที่แท้จริงมีกี่คน (หมายถึงคนที่ไม่ใช่นักการเมืองหรือผู้นำเสื้อแดงเท่านั้น)  การขัดแย้งในสิ่งที่เป็นความเชื่อของคนในสังคมนั้น  บางเรื่องอาจใช้เวลาไม่นานก็จางหายไป  และบางเรื่องก็ไม่มีอะไรมาทำให้ความคิดเห็นที่แตกต่างกันนั้นสามารถหลอมรวมกันได้เลย จนกว่าคนที่เชื่อต่างกันจะหมดลมหายใจไปเอง  อาทิเช่น คนที่เชื่อในพระเจ้า  คนที่เชื่อในอุดมการณ์  คนที่เชื่อในวีรบุรุษในดวงใจของเขา ฯลฯ  และสำหรับกรณีนี้นั้น  ผมกลับมองไม่เห็นว่าจะหายไปได้อย่างไรและเมื่อไร  เพราะ

1.      กลุ่มเสื้อแดงเวลานี้มีฐานสนับสนุนทั้งในต่างจังหวัดและต่างประเทศ  เราต้องไม่ลืมว่าเสื้อแดงก็คือไทยรักไทย ไทยรักไทยก็คือพลังประชาชน และชื่อพลังประชาชนก็บอกโดยนัยแล้วว่าต้องการให้มีประชาชนเป็นผู้ให้การสนับสนุนจำนวนมาก  จังหวัดที่มีฐานเสียงเข้มแข็งมีอยู่มากมายโดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคเหนือและอีสาน  ซึ่งคือประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ   หากคุณเป็นคนกรุงเทพฯและไม่เคยออกมาสัมผัสกับชนบท  คุณจะรู้ได้อย่างไรครับว่าพลังประชาชนมีจำนวนเท่าใด  นี้ก็คือปัญหาเดียวกับสมัยปราบคอมมิวนิสต์ที่ทำอย่างไรก็ไม่มีทางปราบหมด  และที่เหลือเชื่อว่าคล้ายกันก็คือ  การมีผู้นำร่วม แกนนำ ครอบคลุมไปทั่วประเทศ และคนเหล่านี้ก็ไม่ใช่คนธรรมดา  แต่เป็นถึงคนที่มากด้วยประสบการณ์และความสามารถ  แถมยังมีการสนับสนุนจากคนไทยในต่างประเทศอีกด้วย  จนแม้กระทั่งประเทศเพื่อนบ้านบางประเทศก็แอบเชียร์กลุ่มคนเสื้อแดง

2.      การสร้างความโกรธแค้นให้กลุ่มคนเสื้อแดงที่มีมาอย่างต่อเนื่อง  เราท่านคงจำกันได้กับประโยคที่ว่า “คอมมิวนิสต์ ยิ่งปราบก็จะยิ่งเกิด”  การกระทำที่ผ่านมาของผู้นำในบ้านเมืองที่ยอมให้มี “สองมาตรฐาน”  ได้กลายเป็นการสร้างความไม่ยุติธรรมและเกิดความโกรธแค้นในหมู่ผู้ที่สนับสนุนคนเสื้อแดง   ยิ่งการออกมาพูดในเชิงยั่วยุหรือดูหมิ่นดูแคลนผู้เข้าร่วมชุมนุม  ทั้งโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม  ทำให้ความขัดแย้งของความคิดได้พัฒนาความขัดแย้งยกระดับเข้าสู่ความขัดแย้งอารมณ์  การออกมาโจมตีซึ่งกันและกันแบบไม่ให้เกียรติ  ไปจนถึงแนวคิดการตีให้ตายหรือตีหมาจนตรอก  การเล่นเกมส์การเมืองโดยคำนึงถึงแต่การรักษาอำนาจและผลประโยชน์  ย่อมไม่มีทางจะหาทางสมานฉันท์ได้  จนถึงวันนี้น่าจะเป็นวันที่คำว่า “สมานฉันท์” และ “เจรจา” น่าจะทำได้ยากมากแล้ว  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการสูญเสียชีวิตหรือพิการเกิดขึ้นจากการชุมนุม  ย่อมจะทำให้ญาติมิตรของผู้สูญเสียจ้องแต่จะล้างแค้นให้ได้  เว้นเสียแต่จะมีวิธีการเยียวยาความรู้สึกที่ยากเหลือเกินที่จะทำได้ผล

3.      การเข้าร่วมวงไพบูลย์ของผู้อยู่เบื้องหลังสีต่างๆ จากประชาชน ปัญหานี้หากไม่ศึกษาให้ถ่องแท้แล้ว  หลายคนอาจตั้งข้อสงสัยว่าทำไมกลุ่มผู้ชุมนุมไม่ว่าเสื้อสีใดก็ตาม  สามารถทำการชุมนุมได้ครั้งละนานๆ  หรือจัดแบบต่อเนื่องได้   แม้กระทั่งกลุ่มคนเสื้อแดงที่รัฐบาลปรามาสมาตลอดว่าคงจะชุมนุมได้ไม่กี่วันก็คงจะต้องเลิกกันไปเอง  และชอบไปโทษว่ามีเพียงท่อน้ำเลี้ยงใหญ่จากดูไบส่งลอดใต้ทะเลทรายมายังเมืองไทย  อันที่จริงแล้วหากสำรวจให้ดีจะพบว่า  คนที่สนับสนุนโดยศรัทธาและเชื่อมั่นในความตั้งใจดีของกลุ่มคนเสื้อแดงนั้นมีอยู่มากทีเดียว  ซึ่งขัดแย้งกับความเชื่อของคนกรุงเทพฯและผู้นำรัฐบาลอย่างมาก   เพราะมีทั้งคนเฒ่าคนแก่  แม่ค้า  ข้าราชการ ประชาชน ฯลฯ  จำนวนไม่น้อยที่ให้การสนับสนุนเสียสละเงินทอง  อาหาร  ฯลฯ  ส่งไปช่วยผู้ชุมนุมอย่างต่อเนื่อง  จะมีสักกี่คนที่รู้ว่า ข้าวเหนียว น้ำพริก ผัก ผลไม้ ยารักษาโรค ฯลฯ  จำนวนมากเป็นพลังศรัทธาของประชาชนที่ส่งไปสนับสนุนช่วยเหลือ   รายงานแบบนี้ผมไม่ทราบว่าเคยมีส่งถึงนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีคนใดหรือไม่ครับ ?  เช่นเดียวกัน  ในครั้งที่มีม็อบพันธมิตรยึดทำเนียบหรือปิดสนามบิน  ผมได้เห็นนักธุรกิจระดับร้อยล้านจำนวนไม่น้อย  ที่ไปร่วมชุมนุมหรือส่งเงินทองสิ่งของไปให้ด้วยบริสุทธิ์ใจเช่นกัน   คนเหล่านี้ไม่ว่าฝ่ายเสื้อสีไหน  ในจิตใจส่วนลึกแล้วเขาหวังดีต่อประเทศชาติ  แต่กลับถูกผู้ที่ไม่เห็นด้วยว่าร้ายป้ายสีไปต่างๆนานา

4.      นักการเมือง ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ เจ้าหน้าที่ของรัฐ มีส่วนสนับสนุนเพราะมีส่วนได้เสีย  การดำเนินกิจกรรมการเมืองใดๆ  หากเป็นของพลังประชาชนล้วนๆ แล้ว  มักจะถูกปราบปรามได้โดยง่าย  เพราะผู้ร่วมกิจกรรมก็มักมีความหวาดกลัว  และการข่าวก็จะไม่ทันหากจะมีการล้อมจับหรือปราบปราม  เราทุกคนทราบกันดีว่า  ส.ส.ที่อยู่ในสภาเวลานี้เกือบครึ่งหนึ่งอยู่ฝ่ายเสื้อแดง  นักการเมืองหนึ่งคนย่อมมีประชาชนที่เป็นฐานเสียงไม่ต่ำกว่าหมื่นคน  ดังนั้น  หากเพียงแค่กดเครื่องคิดเลขดูก็จะเห็นว่ากลุ่ม นปช.นั้น ยิ่งใหญ่กว่ากลุ่มพันธมิตร หรือกลุ่มพลังประชาชนที่ผ่านมาเพียงใด  สำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เข้าข้างนักการเมืองขั้วเดิมก็มีจำนวนไม่น้อยเช่นกัน  ก็คงเป็นจริงอย่างที่ผู้นำเสื้อแดงกล่าวว่า มีทหารไม่น้อยที่เป็นทหารแตงโม (เปลือกเขียวเนื้อในแดง) หรือที่ อ.เจิมศักดิ์ ปิ่นทองกล่าวว่า มีทหารบางส่วนเป็นทหารสัปปะรด (เปลือกเขียวเนื้อในเหลือง)  คนเหล่านี้รวมไปจนถึงผู้นำชาวบ้านที่สนับสนุนการดำเนินกิจกรรมของคนเสื้อแดง  ล้วนแล้วแต่มีผลประโยชน์ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมกับผลสำเร็จในการเคลื่อนไหว  ซึ่งผลประโยชน์บางอย่างก็ไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายด้วยซ้ำไป  มันก็เช่นเดียวกับชาวยุโรปหรืออเมริกันที่สนับสนุนพรรคการเมืองในดวงใจของตน  และหากพรรคที่ตนสนับสนุนได้เป็นผู้บริหารประเทศ  ผลประโยชน์ก็จะตกแก่กับกลุ่มของตนมากกว่าการไม่ได้เป็นผู้บริหารประเทศ  แต่สิ่งที่น่าวิตกก็คือ   ความขัดแย้งนั้นมีอยสาเหตุอยูู่่สามประเภท คือ หนึ่งขัดแย้งเพราะหลักการ (คิดไม่เหมือนกัน ยังรอมชอมหรืออยู่ร่วมกันได้) , สอง ขัดแย้งเพราะอารมณ์ (ไม่ถูกขี้หน้ากัน เกียจกัน ซึ่งเวลานี้เป็นมากแล้ว  หากคุณได้ฟังว่าเขาด่ากันอย่างไร รุนแรงขนาดไหน ก็จะเห็นเองว่ายากสุดๆ ที่จะกลับหันหน้าเข้าหากัน), สาม ขัดแย้งเพราะผลประโยชน์ (ถ้าชนะ ก็ได้ประโยชน์  ถ้าแพ้  ก็ต้องเสียประโยชน์หรืออาจโดนแกล้งคืน จึงไม่มีทางอยู่ร่วมโลกกันได้  นอกจากผลประโยชน์แอบแฝงทั้งหลายต้องหมดสิ้นไปก่อน  หรือหาทางประนีประนอมผลประโยชน์กันได้อย่างลงตัว)  ดังนั้น  ความขัดแย้งเวลานี้จึงผสานไปด้วยทั้งสามส่วนโดยสมบูรณ์แล้ว  ต่อให้ใครที่ไหนก็คงยากที่จะช่วยประสานได้

5.      การเล่นการเมือง  และสำนวนโวหารของนักการเมือง  เป็นเรื่องน่าเศร้าและโชคร้ายอย่างยิ่งของประเทศไทย  ที่มีนักการเมืองจำนวนมากที่ฝีปากดีแต่ทำงานไม่ได้เรื่อง  การพยายามสร้างภาพที่ดีให้แก่ฝ่ายตนแล้วหาความผิดความเลวคนอื่นมาเปิดเผย  กลายเป็นงานหลักของนักการเมืองไทย  การพยายามเจรจากันเป็นเพียงการสร้างภาพหลอกประชาชนว่าฝ่ายตนเป็นฝ่ายที่ต้องการสันติ   แต่ไม่ได้พยายามหาทางออกอย่างแท้จริง  สำหรับพรรคแกนนำรัฐบาล  ก็ได้แต่พยายามวางเกมส์เพื่อรักษาฐานอำนาจและอยู่เป็นรัฐบาลให้จนจัดงบประมาณปีหน้าแล้วเสร็จ  ส่วนพรรคร่วมรัฐบาล ก็พยายามเดินเกมส์ต่อรองเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ได้ตามที่ตนเองต้องการ  ส่วนพรรคฝ่ายค้านก็ต้องการให้ยุบสภาเร็วที่สุดเพียงเพื่อมีโอกาสกลับมาเป็นรัฐบาลเสียเอง  ทุกฝ่ายจึงต้องพยายามสร้างหรือสลายการชุมนุม  โดยไม่เคยคิดว่าประชาชนจำนวนมากที่มาร่วมชุมนุมเพราะเดือดร้อนจากภาวะเศรษฐกิจ (สังเกตจากนักข่าวที่ไปสัมภาษณ์ผู้ร่วมชุมนุม  มีไม่น้อยที่เป็นคนที่หาเช้ากินค่ำ  และเดือดร้อนจากการหารายได้ไม่พอใช้จ่าย ไม่ว่าจากการค้าขายฝืดเคืองหรือจากการทำเกษตรที่ผลตอบแทนไม่คุ้มค่า  จึงอยากให้มีการเปลี่ยนรัฐบาล  ไปจนถึงอยากให้คุณทักษิณกลับมาบริหารประเทศอีกครั้ง)

6.      ความยากจนและความไม่เสมอภาคทางชนชั้นที่มีมากขึ้น  การที่มีประชาชนคนรากหญ้าเข้าร่วมการชุมนุมจำนวนมากนั้น  จำนวนหลักไม่น่าจะมาจากการจ้างวานตามคำกล่าวหาของฝ่ายรัฐบาล  และนับวันความแตกต่างระหว่างคนรวยกับคนจนก็ยิ่งนับวันจะมากขึ้น  คนจนตามคำจำกัดความของรัฐบาลดูเหมือนจะมีจำนวนไม่มาก  เพราะไปกำหนดตัวเลขวัดไว้ที่รายได้ต่ำมาก  แต่ความจริงก็คือในเวลานี้ผลผลิตการเกษตรมีปัญหามากทั้งทางด้านปริมาณผลผลิตและราคา  และธุรกิจขนาดกลางและเล็กที่ไปไม่รอดก็มีมากมาย  เกิดปัญหารายได้ไม่พอค่าใช้จ่ายและคนเป็นหนี้มาก  ซึ่งผู้นำในการชักชวนคนให้มาร่วมชุมนุมก็รู้ถึงปัญหานี้ดี จึงได้อาศัยการโฆษณาชวนเชื่อแบบเดียวกับที่พรรคคอมมิวนิสต์เคยใช้  ในการสร้างความหวังให้แก่ผู้เข้ามาร่วมชุมนุมเรียกร้องทางการเมือง  และใช้จิตวิทยาทางการเมืองสร้างภาพการต่อสู้ให้เป็นการต่อสู้ระหว่างไพร่กับอำมาตย์    นี่ยังดีที่ยังไม่มีการกล่าวอ้างว่าเป็นการต่อสู้ระหว่างศักดินาชนชั้นทางสังคม  ซึ่งที่จริงแล้วก็เป็นปัญหาใหญ่สำหรับสังคมไทยด้วยซ้ำ  แต่ก็เริ่มมีการกล่าวถึงบ้างแล้วในระหว่างการปราศรัยชุมนุมของผู้นำชุมนุมบางคน

       แนวความคิดของผู้นำรัฐบาลหรือเหล่าทัพบางคน  อาจคิดว่าการสลายการชุมนุมจะเป็นวิธีการแก้ปัญหาความขัดแย้งในสังคมไทยได้  เป็นแนวคิดที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง  เพราะเป็นการมองปัญหาแบบภูเขาน้ำแข็ง  คือเห็นเพียงส่วนที่โผล่ลอยน้ำขึ้นมา  แต่ส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดล้วนอยู่ใต้น้ำ  หากจะคิดย้อนหลังมองประวัติศาสตร์ไทยด้วยแล้ว  แทบไม่น่าเชื่อว่ากงล้อประวัติศาสตร์ได้หมุนกลับมาครบรอบอีกครั้ง  เพียงแต่วันเวลาและสถานที่ตลอดจนตัวละครได้เปลี่ยนไป  ประชาชนนิสิตนักศึกษาที่เคยถูกล้อมปราบในเหตุการณ์นองเลือดหกตุลา  เพราะคนไทยจำนวนมากในเวลานั้นเชื่อว่า พวกเขาคือคอมมิวนิสต์และมีทหารชาวณวนอยู่ร่วมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แม้กระทั่งมีอาวุธอยู่ภายในมหาวิทยาลัย  โดยการปลุกปั่นของสถานีวิทยุและสื่อมวลชนจำนวนหนึ่ง  และคนที่เป็นพระคนหนึ่งที่ออกมาเทศนาว่า ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป ดังนั้นจึงสมควรแล้วที่จะถูกปราบปราม  ในวันนั้นมีผู้คนจำนวนมากต้องสูญเสียชีวิต นักศึกษาบางคนถูกนำศพไปแขวนคอใต้ต้นมะขามโดยมีคนไทยจำนวนมากโห่ร้องดีใจอยู่รอบสนามหลวง

                ปัญหาเวลานี้  จึงไม่น่าจะเป็นเพียงปัญหาทางการเมืองที่ต่างขั้วทางกลุ่มผลประโยชน์  แต่แท้ที่จริงแล้วเป็นถึงแนวคิดที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงในการแก้วิกฤตและนำพาเศรษฐกิจของไทย คล้ายๆ กับความขัดแย้งระหว่างทุนนิยมกับสังคมนิยมแฝงอยู่ด้วย  เพราะคนที่ชอบนโยบายตั้งแต่สมัยพรรคไทยรักไทย  ก็ยังเชื่อมั่นและอยากให้ใช้นโยบายและผู้นำแบบนั้นอยู่  โดยไม่มองว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยและตัดสินคดีอะไรมาอย่างไร เพราะอะไร    กลายเป็นความเชื่อและศรัทธาอย่างแรงกล้าต่อผู้นำในดวงใจของเขา และมีคนจำนวนนับแสนนับล้านที่เชื่อมั่นในนโยบายที่ผ่านมาของคุณทักษิณ  อย่างไม่มีทางที่จะเปลี่ยนความเชื่อหรือแนวคิดของเขาได้เลย สำหรับฝ่ายที่ต่อต้านการชุมนุมของคนเสื้อแดงก็เริ่มมีมากขึ้นตามลำดับ  ทั้งนี้อาจจะเกิดจากความเดือดร้อนหรือเริ่มเบื่อหน่ายข่าวการชุมนุม  ซึ่งเป็นข่าวทุกวันทุกเวลาแบบเดียวกับก่อนเกิดเหตุการณ์หกตุลา  จนทำให้มีคนจำนวนหนึ่งอยากให้ขบวนการนักศึกษาล้มหายตายจากไปจากประเทศไทย 

ผมได้แต่ภาวนาอย่าให้คนไทยวันนี้คิดต่อคนเสื้อแดงแบบเดียวกับคนไทยเมื่อสามสิบปีที่ผ่านมา  มิฉะนั้นแล้ว  จะเกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยที่น่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างยิ่ง  ณ วันนี้  เป็นวันที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำรัฐบาลเช่นเดียวกันกับเมื่อตอนเกิดเหตุการณ์หกตุลา เพียงแต่ชื่อนายกรัฐมนตรีได้เปลี่ยนไป  และกลุ่มกระทิงแดงก็เปลี่ยนไปเป็นกลุ่มเสื้อแดง ผู้คนในสังคมไทยก็ได้แบ่งเป็นสองฝ่ายใหญ่ๆ อย่างชัดเจน โดยที่ไม่ฟังเหตุผลและข้อเท็จจริงของอีกฝ่ายหนึ่ง  เช่นเดียวกับฝ่ายนักศึกษาและฝ่ายต่อต้านนักศึกษาในเวลานั้น  ผมจึงขอเรียกร้องวิงวอนให้ท่านนายกรัฐมนตรี และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาการชุมนุม  อย่ายึดมั่นในผลประโยชน์ของคณะผู้ร่วมเป็นรัฐบาล  ขอให้ตัดสินใจโดยความรอบคอบปราศจากอคติ  มองโลกและมองคนที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามในแง่ดีขึ้น ป้องกันภัยจากมือที่สามอย่างเต็มความสามารถ  มิฉะนั้นแล้ว  พฤษภานี้ก็จะเป็นพฤษภาทมิฬอีกครั้งสำหรับประเทศไทย  แล้วความขัดแย้งอันเนื่องมาจากแนวคิดที่ต่างกันทางการเมืองและเศรษฐกิจครั้งนี้ ก็จะนำไปสู่การห้ำหั่นกันเองในหมู่ประชาชนเฉกเช่นสงครามกลางเมืองในรวันดา



เรื่องที่ 4   ความยุติธรรมในสังคม




" ตราบใดที่ความเป็นธรรมยังไม่เกิด ตราบนั้นความขัดแย้งก็ยังไม่ยุติ กระบวนการยุติธรรมจึงต้องพิจารณากันเสียใหม่ว่าคือ กระบวนการสร้างความเป็นธรรมเพื่อนำไปยุติปัญหาข้อพิพาทต่างๆ มิใช้ข้อพิพาทหรือความขัดแย้งต่างๆจะต้องยุติเพราะศาลยุติธรรมที่มีเพียงสามศาล เหมือนที่ใครๆและกระบวนการยุติธรรมชอบอ้างเท่านั้น "

" ที่ไหนมีการกดขี่ ที่นั้นย่อมมีการต่อสู้ ที่ไหนไม่มีความรู้ ที่นั้นต้องได้รับการศึกษา ที่ไหนยังไม่มีการพัฒนา ที่นั้นต้องมีการเรียกร้อง ที่ไหนไม่มีความถูกต้อง ที่นั้นต้องเรียกร้องความเป็นธรรม"

อุดมการณ์ของสังคมที่เกี่ยวข้องกับ"ความเป็นธรรม"มีหลายหลากกระแสความคิด และภายใต้อุดมการณ์ดังกล่าวทำให้เกิด"เครื่องมือทางสังคม"ในรูปแบบที่หลากหลาย เพื่อจะนำสังคมไปสู่อุดมการณ์นั้นๆ ซึ่งก็ผลัดกันมีอิทธิพล และมีบทบาทเหนือสังคมในแต่ละห้วงเวลาของพัฒนาการของสังคมที่แตกต่างในแต่ละยุคสมัยไม่เหมือนกัน เกณฑ์หรือมาตราฐานความเป็นธรรมที่เกิดขึ้นภายใต้เครื่องมือต่างๆที่มีอยู่ในสังคม จะทำอย่างไรที่จะให้ไปในทางเดียวกัน ในเวลานี้ มาตราฐานความเป็นธรรมตามกฎหมาย นอกจากจะไปไม่ได้กับมาตรฐานอื่นที่สังคมยึดถือแล้ว ในหลายๆกรณีกลับขัดแย้ง และในหลายๆกรณีก็ทำให้ผิดไปจากที่สังคมคาดหวัง 

อุดมการณ์ต่างๆเหล่านั้น มีผลเป็นเสมือนเบ้าของสังคมที่จะหล่อหลอมเรื่องราวต่างๆของสังคมให้มีรูปร่างไปในทางใดทางหนึ่งตามอุดมการณ์ที่กำหนดโครงสร้างในทางความคิดให้แก่ผู้คนที่อยู่ในสังคม และเมื่อใดก็ตามที่โครงสร้างทางความคิดภายใต้อุดมการณ์ใดอุดมการณ์หนึ่งหรือหหลายอุดมการณ์ ทำให้เกิดโครงสร้างทางความคิดที่ทำให้ผลประโยชน์ต่างๆที่อยู่ในสังคมเกิดความลงตัว ก็ทำให้เกิดระบบที่นำสังคมฝ่ากระแสต่างๆที่เปลี่ยนแปลงไป อาทิเช่น ในสังคมไทยที่มีระบบอุปถัมภ์ เป็นตัวอย่างกลไกทางสังคมดังที่กล่าวมา 

ดังนั้น การกล่าวถึง " ความเป็นธรรม "ทางสังคมจึงเป็นประเด็นที่มีหลายมิติ และโดยประการสำคัญมิได้มีระนาบเดียว มิได้หมายถึงการผูกขาดแต่เฉพาะแต่บทบาทของรัฐที่อ้างว่ามีรัฐเพื่อมาให้ความยุติธรรม เท่านั้น และก็ มิได้หมายความถึง บทบาทของนักกฎหมายที่จะทำหน้าที่ในการบอกว่า อะไรเป็นธรรมหรือไม่เป็นธรรมไม่ว่าจะโดยสายงานอาชีพหรือถูกคาดหวังจากผู้คนส่วนหนึ่งของสังคมที่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลและมายาคติที่นักกฎหมายสร้างขึ้นตามกระแสความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน แต่ต้องการที่จะหมายถึงสังคมทั้งระบบที่ต้องหันมาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ 

ความพยายามในการสะท้อนให้สภาพเกี่ยวกับ"ความเป็นธรรม"/ "ความไม่เป็นธรรม"ในเอกสารกึ่งวิชาการนี้ ตั้งอยู่บนเงื่อนไขและหลักการสองสามเรื่องที่จะหยิบยกขึ้นมากล่าวถึง เพื่อสะท้อนภาพความไม่เป็นธรรม ( และแม้จะเป็นการให้ความสำคัญกับเรื่องความไม่เป็นธรรมก็ตาม ก็ควรระลึกไว้ด้วยในขณะเดียวกันว่า ไม่ได้มีแต่เฉพาะความไม่เป็นธรรมเท่านั้น ความเป็นธรรม ในหลายๆเรื่องก็อยู่ในระดับที่ดีขึ้น แม้จะไม่ดีที่สุดก็ตาม ) และด้วยเหตุดังกล่าวในเอกสารกึ่งวิชาการชิ้นนี้ จะไม่มุ่งที่จะสะท้อนสภาพความไม่เป็นธรรมรายกรณี แต่ต้องการที่จะลงลึกไปถึงระดับกระบวนการของระบบกฎหมายที่ทำให้เกิดความไม่เป็นธรรม โดยจะสะท้อนสภาพให้เห็นว่ากระบวนการดังกล่าวสร้างความไม่เป็นธรรมให้เกิดขึ้นอย่างไร เป็นหลัก ในบทความนี้จะแบ่งประเด็นที่จะกล่าวถึงเป็น 3 ประเด็นดังต่อไปนี้ 

ก. ความคิดที่ว่าด้วย"ความเป็นธรรมทางสังคม" กับ "ความเป็นธรรมทางกฎหมาย" 
ข. ประวัติศาสตร์ความเป็นธรรมทางสังคมภายใต้ระบบกฎหมาย
ค. การเมืองภาคประชาชนกับ กระบวนการในการสร้างกฎหมายที่ตั้งอยู่บนหลักการ เรื่องความเป็นธรรม 

ก. ความคิดที่ว่าด้วย "ความเป็นธรรมทางสังคม" กับ "ความเป็นธรรมทางกฎหมาย" 

ปัญหาความเป็นธรรมไม่ว่าจะพิจารณาในมิติใดๆก็ตาม เพื่อจะให้สามารถที่จะเห็นความเชื่อมโยงในมิติต่างๆของความเป็นธรรมได้ ควรที่จะต้องเริ่มต้นที่ "ความคิด"ในเรื่องนั้นๆว่า มีความคิดกันอย่างไร และจากความคิดนั้นสามารถที่จะขยายไปเชื่อมโยงกับประเด็นอื่นๆ ในส่วนนี้จะกล่าวถึงความคิดที่ว่าด้วยเรื่อง"ความเป็นธรรมที่มีอยู่แล้วในสังคม" กับ "ความเป็นธรรมในทางกฎหมาย" 

ความเป็นธรรมไม่ได้มีอยู่แล้วลอยๆ แต่เป็นผลของปฎิสัมพันธ์ของทุกๆสิ่งที่อยู่ในสังคมหนึ่ง ความเป็นธรรมเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดการยึดเหนียวกันในสังคมผ่านทางกฎเกณฑ์ต่างๆที่สังคมสร้างขึ้นมา (แน่นนอนว่าไม่ได้มีแต่กฎเกณฑ์แต่เพียงอย่างเดียวที่ทำให้สังคมผูกโยงกัน) 

การมีกฎระเบียบแต่ไม่เป็นธรรมก็จะทำให้สังคมนั้นพร้อมที่จะแตกออกสลายไป ดังนั้นจึงมีคำกล่าวประหนึ่งเป็นหลักการอันศักดิ์สิทธิ์ในทางกฎหมายว่า " ที่ใดมีสังคม ที่นั้นย่อมต้องมีกฎหมาย ที่ใดไม่มีกฎหมาย ที่นั้น ไม่มีสังคม " หลักการอันศักดิ์สิทธิ์ดังกล่าวนี้ถึงเวลาแล้วที่ควรจะต้องนำมาขยายความให้ครบถ้วนสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเสียใหม่ว่า กฎหมายที่ดีที่จะอยู่ในสังคมได้นั้น จะต้องเป็นกฎหมายที่จะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนและสังคม และชุมชนจะเข้มแข็งได้ก็เพราะเป็นสังคมที่สามารถให้ความเป็นธรรมแก่ทุกคนได้ 

ความเป็นธรรมในทางกฎหมายควรที่จะต้องเป็นหนึ่งเดียวกับความเป็นธรรมในสังคม แต่ในความเป็นจริงที่เป็นอยู่ในปัจจุบันทั้งสองส่วนกลับกลายเป็นคนละเรื่องกันแทบจะโดยสิ้นเชิง และนับวันความแตกต่างก็นับจะมีมากขึ้นและมีความหมายที่ไปกันคนละทิศละทาง ดังเช่นที่สมารถเห็นได้จากความแตกต่างระหว่างรายได้ของคนจนกับคนรวยซึ่งนับวันก็มีความแตกต่างกันมากขึ้นทุกขณะ ความแตกต่างดังกล่าวถูกมองแต่เฉพาะในทางด้านเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ในมิติอื่นๆกลับไม่ค่อยถูกหยิบขึ้นมาเป็นประเด็นถกเถียงกัน จึงทำให้ความแตกต่างในเรื่องรายได้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเพราะโชคชะตา ความเฮง มีเครื่องลางดี ทำพิธีปลุกเสกชอบ แล้วจบลงด้วยเลขเด็ด 

หรือจากปรากฎการณ์วิกฤตเศรษฐกิจของชาติที่ผ่านมา ซึ่งเห็นได้ชัดว่า ทุกสาขาอาชีพประสบปัญหาว่างงานตกงานกันเป็นส่วนใหญ่ แต่ในอาชีพทางกฎหมายกลับเฟื่องฟูโดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการยึดทรัพย์ทวงหนี้ เพราะมีการนำเอามาตรการทั้งหลายในทางกฎหมายมาใช้บีบบังคับให้ชำระหนี้กัน และหนี้ดังกล่าวก็เป็นหนี้ตามตัวเลขทางบัญชีซึ่งเกิดขึ้นเพราะการเปลี่ยนแปลงของค่าเงิน ไม่ได้เป็นมูลค่าหนี้ตามสภาพความเป็นจริงของกิจการ( ที่เกิดจากความไม่ตั้งใจในการบริหารงาน หรือ การไม่มีความสามารถของลูกหนี้) และมีความพยายามในการจะลดกระบวนขั้นตอนต่างๆที่ให้ความเป็นธรรม เพื่อให้สามารถที่จะจัดการกับหนี้ได้อย่างรวดเร็ว สภาพเช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และได้สะท้อนภาพความผิดปรกติบางอย่างที่น่าสนใจของทัศนะเกี่ยวกับความเป็นธรรมของเจ้าหนี้ ลูกหนี้ ผู้พิพากษา ทนายความ 

ตัวอย่างสภาพที่ความเป็นธรรมในทางสังคมซึ่งแตกต่างกับสภาพความเป็นธรรมในทางกฎหมายดังที่กล่าวมานี้มีให้เห็นมากมาย และนับวันก็สะสมเพิ่มพูนมากขึ้นทุกขณะ จนยากที่จะจินตนาได้ว่า ปัญหาต่างๆที่หมักหมมกันมาเป็นเวลานานเช่นนี้ จะหาทางออกกันอย่างไร บนโครงสร้างทางเมืองการปกครองที่กำลังอยู่ในภาวะหัวเลี้ยวหัวต่อของการปฎิรูป 

ปัญหาความแตกต่างที่เกิดขึ้นระหว่างความเป็นธรรมในทางสังคมกับความเป็นธรรมทางกฎหมาย ดังที่ได้กล่าวมา กล่าวให้ถึงที่สุดแล้วก็คือ ความแตกต่างของความคิดที่มองความเป็นธรรม โดยมองปรากฎการณ์ไม่ทะลุไปถึงต้นตอของสาเหตุ เป็นความคิดที่จำนนต่อปัญหา ยึดติดกับผลประโยชน์ เป็นความคิดที่แยกส่วน ผลักภาระ และไม่อยากที่จะหยิบขึ้นมากล่าวถึง เพราะเทคนิควิธีอันหลากหลายที่ศาสตร์ต่างๆมี ไม่สามารถที่จะตอบคำถามได้ 

และเพื่อมองให้รอบด้านในการสำรวจสภาพ "ความเป็นธรรมในทางสังคม" ในเชิงความคิดในทางวิชาการของศาสตร์อื่นๆ หรือ กล่าวให้ถึงที่สุดแล้วก็คือในอาชีพต่างๆ มีการกล่าวถึงเรื่อง"ความเป็นธรรม" อย่างไร อาทิเช่น 

- ในทางเศรษฐศาสตร์มีความพยายามที่จะหาทางในการทำให้เกิดการกระจายรายได้ที่เป็นธรรม ด้วยเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์มากมายที่พยายามที่จะคิดค้นกัน 

- ในทางด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีการกล่าวถึงการจัดการแบบยั่งยืน 

- ในทางด้านสังคมวิทยา- มานุษยวิทยา มีการกล่าวถึงเรื่อง กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ความเป็นชุมชน และในประเด็นอื่นๆอีกมากมาย 

- ในทางด้านประวัติศาสตร์มีการพัฒนาการทางความคิด และเกิดการตั้งคำถามต่อการกระทำต่างๆที่ผ่านมาในการใช้อำนาจรัฐ อำนาจเงิน อำนาจทางสังคม ในสภาพการเปลี่ยนแปลงในทางสังคมที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงเวลาของประวัติศาสตร์ 

- ในทางด้านสตรีศึกษา ค่อนข้างที่จะเป็นพัฒนาการที่ก้าวกระโดดและเป็นการตั้งคำถามต่อทุกๆอย่างที่เป็นความสัมพันธ์หญิงชายที่เกิดขึ้นอย่างไม่เป็นธรรม บนโครงสร้างความสัมพันธ์ทางอำนาจในมิติต่างๆ 

- ในทางด้านรัฐศาสตร์ แม้จะไม่มีการกล่าวถึงเรื่องความเป็นธรรมโดยตรงในรัฐศาสตร์กระแสหลักก็ตาม แต่ก็เริ่มที่จะมีการกล่าวถึงอยู่บ้างประปลาย 

สภาพที่กล่าวมากลับตรงกันข้ามในทางนิติศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับกรณีประเทศไทย กล่าวคือ ไม่ค่อยจะมีการตั้งคำถามหรือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องความเป็นธรรมภายใต้ระบบกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้กระบวนการยุติธรรมตามกฎหมายกันเลย แต่มักจะมีการให้ความสำคัญหรือเน้นย้ำมายาคติหรือความเชื่อที่ว่า 

" ……..กฎหมายคือความยุติธรรม ดังนั้นจะต้องทำตามกฎหมายที่กฎหมาย บัญญัติจึงจะได้รับความเป็นธรรมตามที่กฎหมายบัญญัติ……และจะต้องเคารพและ รักษากฎหมายเอาไว้เพราะ มันเป็นสิ่งที่ผ่านกระบวนการตรากฎหมายที่ตัวแทนของ ประชาชนเป็นผู้ตรา……ความไม่เป็นธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้น ไม่ได้เป็นเพราะ กฎหมาย แต่เป็นเคราะห์กรรม โชคชะตาที่จำต้องมาชดใช้…. " 

ดังนั้น เมื่อมีการร้องเรียน หรือ เรียกร้องขอความเป็นธรรมตามสิทธิหรือช่องทางต่างๆที่ระบบกฎหมายกำหนดเอาไว้ การจัดการกับความไม่เป็นธรรมที่ได้รับการร้องเรียนดังกล่าวจึงมักจะถูกเก็บเงียบ ทั้งในส่วนของกลไกภาครัฐที่ต้องแก้ปัญหาและในระบบของสื่อมวลชนที่ไม่ได้สะท้อนสภาพเป็นจริงของความไม่เป็นธรรมที่มีอยู่ในสังคมให้ปรากฎ 

ดังนั้นการมองเรื่อง "ความเป็นธรรมในทางสังคม" ความพยายามที่จะทำให้ระบบกฎหมายเป็นไปในทิศทางเดียวกับความเป็นธรรมทางสังคมจึงถูกทำให้มองอย่างตื้นเขิน ว่าผู้ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมที่มาเรียกร้องนั้น ไม่ได้เป็นผู้ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจริงๆ เป็นผู้ที่ไม่รู้จักพอ ไม่รู้จักคำว่าบุญคุณที่เกิดจากความเมตตา กรุณา ปราณี ที่ภาครัฐมีให้ 

กว่า ๑๐๐ ปีเศษนับแต่การปฎิรูประบบกฎหมายในสมัยรัชกาลที่ ๕ จนถึงปัจจุบัน เป็นที่น่าสังเกตว่าการปฎิรูปกฎหมายเป็นสิ่งแรกๆที่ถูกเปลี่ยนแปลงเพื่อเผชิญหน้ากับลัทธิล่าอาณานิคม แทบจะเรียกได้ว่า พลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน ทั้งนี้เนื่องจากระบบกฎหมายเดิมมีสภาพไม่ต่างไปจากเรือโบราณที่ผุพังทรุดโทรมจนปะผุไม่ไหวแล้ว ถึงขนาดที่จะต้องต่อเรือลำใหม่กันทีเดียวจึงจะสามารถที่จะนำพาประเทศให้พ้นจากภัยการล่าอาณานิคมของประเทศตะวันตกในเวลานั้นได้

"เรือ" หรือ "ระบบกฎหมาย" ดังกล่าวที่กลายเป็นสิ่งใหม่ในสังคมไทยในขณะนั้นก็คือ กระบวนการในการจัดทำกฎหมายแบบใหม่ ที่จะต้องไปอาศัยลอกเลียนจากกฎหมายของประเทศต่างๆ มีการจ้างที่ปรึกษาที่เป็นชาวต่างประเทศให้เข้ามาช่วยในการจัดทำกฎหมาย วางระบบราชการ สร้างคนที่ประกอบอาชีพเฉพาะด้านมากขึ้น 

มีการส่งเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ไปศึกษาวิชากฎหมายที่ประเทศอังกฤษ และกลับมาตั้งโรงเรียนกฎหมาย ทำหน้าที่ผลิตนักกฎหมายเข้าสู่ระบบศาล ซึ่งวางระบบขึ้นใหม่ตามอย่างของประเทศเจ้าอาณานิคม เพื่อแก้ปัญหาเรื่องสิทธิสภาพนอกอาณาเขตทางการศาล ที่อ้างว่าระบบกฎหมายเดิมไม่ศิวิไรซ์ จึงทำให้ต้องนำเอามาตรการที่สร้างความเป็นธรรมตามแบบประเทศเจ้าอาณานิคมมาใช้ 

การวางระบบกฎหมายใหม่ดังกล่าว แม้จะมีความจำเป็นที่จะต้องทำ ทั้งตามเหตุผลข้างต้น และทั้งในแง่ของความชอบธรรมในระบบการเมืองการปกครอง ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในฐานะเจ้าของสิทธิ หลังจากผ่านระบอบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชมาเป็นประชาธิปไตย ประเทศต่างๆที่เคยตกอยู่ภายใต้อิทธิพลทางการปกครองจากประเทศเจ้าอาณานิคม ภายหลังจากสิ้นสุดการตกเป็นอาณานิคม ประเทศต่างๆเหล่านั้นได้มีการปรับแก้กฎหมายมากมาย เพื่อให้สามารถที่จะเชื่อมรากฐานความคิดและกลไกต่างๆที่ดี เพื่อทำให้ชุมชนสังคมสามารถที่จะใช้กลไกดังกล่าวปกป้องชุมชนหรือสังคมได้ โดยผสมผสานกับจุดเด่นของระบบกฎหมายใหม่ 

ดังจะเห็นได้จาก ในกรณีระบบกฎหมายในบางเรื่องของประเทศญี่ปุ่น ประเทศมาเลเชีย ประเทศเนปาล ประเทศออสเตรเลีย หรือแม้กระทั้ง ในประเทศต่างๆในกลุ่มยุโรปซึ่งส่วนใหญ่ก็ใช้ระบบประมวลกฎหมาย ต้นแบบที่เราไปเลียนแบบมาก็ยังให้ความสำคัญกับความเป็นชุมชนและรากฐานความคิดและกลไกต่างๆที่มีอยู่ในท้องถิ่น และการยอมรับให้ชุมชนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในระบบกฎหมาย จึงเป็นการทำให้มีทางเลือกของกลไกมากกว่ากฎหมายที่เกิดจากรัฐที่จะผูกขาดให้ความเป็นธรรม 

แต่แม้ในด้านหนึ่ง คำถามเกี่ยวกับกลไกในการให้ "ความเป็นธรรมทางสังคม" จะถูกกีดกันโดยระบบกฎหมายก็ตาม ในขณะเดียวกัน "ความเป็นธรรมทางสังคม" โดยตัวมันเองก็ถูกท้าทายโดยเงื่อนไขอื่นๆด้วย เช่น เงื่อนไขการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรอบด้านและรวดเร็ว ดังจะเห็นได้จาก การเกิดการเปลี่ยนแปลงในค่านิยมที่สำคัญๆในสังคมที่เป็นอยู่ในปัจจุบันจากกระแสลัทธิบริโภคนิยม กระแสโลกาภิวัตน์ กระแสทุนนิยม และกระแสนิยมต่างๆเหล่านี้กลับกลายมาเป็นที่มาใหม่ของความเป็นธรรม โดยมีระบบกฎหมายทำหน้าที่ในการแปลงค่านิยมนั้นๆ(ทั้งที่สอดคล้องกันและทั้งที่ขัดแย้งกัน)ให้มีลักษณะเป็นรูปธรรมจับต้องได้ ในขณะที่ระบบความเป็นธรรมในสังคมแบบเดิมถูกลดอำนาจและบทบาทลง ดังจะเห็นได้อย่างชัดเจนในกรณีของระบบความเป็นธรรมในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ที่ปรากฎในรูปของจารีตประเพณีของชุมชนในท้องถิ่นต่างๆซึ่งปฎิบัติอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน แต่กลับถูกระบบราชการ ระบบกฎหมาย กีดกันและทำลาย 

ข. ประวัติศาสตร์ความเป็นธรรมทางสังคมภายใต้ระบบกฎหมาย 

ระบบกฎหมายของแต่ละประเทศต่างมีประวัติศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงคลี่คลายสัมพันธ์กับเงื่อนไข และปัจจัยต่างๆที่มีอยู่ในสังคมขณะนั้น พร้อมๆไปกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แต่ควรจะกล่าวเน้นย้ำไว้ด้วยเช่นเดียวกันว่า เป้าหมายของการเปลี่ยนแปลงระบบกฎหมาย ไม่ได้เกิดขึ้นโดยมีวัถตุประสงค์ในการที่จะมุ่งสร้างความเป็นธรรมให้เกิด หรือไปแก้ไขความขัดแย้งที่มีอยู่ในสังคมแต่เพียงอย่างเดียว การเปลี่ยนแปลงระบบกฎหมายทั้งระบบมีวัตถุประสงค์อย่างอื่นอยู่ด้วย ในบางกรณีก็เห็นได้ตรงไปตรงมา ในบางกรณีเป็นผลที่เกิดขึ้นข้างเคียงโดยไม่ตั้งใจ บางกรณีมีวัตถุประสงค์แอบแฝงที่เห็นได้ค่อนข้างลำบาก 

สำหรับกรณีประเทศไทย จากข้อมูลและข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ วัตถุประสงค์ในการเปลี่ยนแปลงระบบกฎหมายซึ่งแต่เดิมเคยใช้ระบบกฎหมายแบบจารีตประเพณีเป็นหลัก แล้วต่อมามีการเปลี่ยนแปลงเป็นระบบกฎหมายแบบประมวลกฎหมายตามแบบอย่างระบบกฎหมายแบบตะวันตก ก็เนื่องจากแรงกดดันจากกระแสการล่าอาณานิคมที่รุกรานเข้ามาในขณะนั้น ประกอบกับในยุคหลังจากนั้นมีเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงในทางการเมือง ระบบกฎหมายซึ่งเพิ่งถูกสถาปนาขึ้น ก็ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งของกระบวนการในการเปลี่ยนแปลง โดยส่วนใหญ่ของระบบกฎหมายที่ถูกสร้างขึ้นเพิ่มเติมต่อจากนั้น มีวัตถุประสงค์ที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่มีขึ้นเพื่อเป็นการต่อรอง โอนอ่อน ผ่อนตามกระแสการล่าอาณานิคม กลายมาเป็นเครื่องมือเพื่อการปกครองภายใต้ความเป็นรัฐชาติ และท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงและสถาปนาระบบใหม่ดังกล่าว ได้แฝงเอาแนวคิดใหม่ที่สำคัญผนวกเข้ามาด้วย แนวคิดใหม่ที่เข้ามามีอิทธิพลค่อนข้างมากได้แก่แนวคิดที่ว่า "การทำให้ทันสมัย( Modernization)" 

แน่นนอนว่า แนวคิดที่ว่าด้วยกระบวนการทำให้ทันสมัย ไม่ได้เข้ามาโดยผ่านทางกฎหมายแต่เพียงทางเดียว แต่ที่เป็นผลสำคัญที่เกิดจากระบบกฎหมายใหม่ได้แก่ การสร้างระบบเปิด/ปิด และกีดกัน(open /Shut and Exclusive system) ภายใต้ระบบการปกครองที่สร้างความเชื่อให้แก่ประชาชน โดยทำให้เห็นว่าประชาชนเป็นผู้อยู่ภายใต้การปกครอง เป็นฝ่ายที่จะต้องทำตามคำสั่งของทางราชการ ทำตามนโยบายของรัฐ (มากกว่าการทำตามกฎหมาย) 

การลดบทบาทของประชาชนลงเช่นนี้ ทำให้ระบบราชการกลายเป็นผู้มีบทบาทสำคัญเป็นอย่างมากในการจัดสรรทรัพยากรต่างๆ ระบบการบริการเช่นนี้จึงเปิดให้บริการแก่บางกลุ่ม ปิดกั้นบางคน และในขณะเดียวกันเพื่อทำให้บางกลุ่มได้ประโยชน์ตามที่ตกลงไว้ ก็ต้องกีดกันไม่ให้ใครเข้าไปเกี่ยวข้อง แม้จะเป็นผู้ที่ใช้ประโยชน์แต่เดิมก็ตาม ดังเช่นกรณีการจัดการป่าโดยระบบกฎหมาย

พื้นที่ป่า เป็นสิ่งที่ขาดเสียมิได้ของความเป็นชุมชนเกษตรกรรม และป่าเองก็ต้องพึ่งพาชุมชนให้ดูแลป้องกันอยู่ด้วย การจัดการป่าที่มีระบบราชการใช้อำนาจผ่านทางกฎหมาย สามารถที่จะสะท้อนภาพความเป็นระบบ เปิด/ปิดและกีดกัน ได้อย่างชัดเจน โดยเริ่มต้นที่ ระบบราชการ เปิดให้สิทธิแก่ผู้ได้รับสัมปทาน ซึ่งก็เท่ากับเป็นการดึงเอาต้นไม้จากพื้นที่ป่าซึ่งประชาชนใช้สอยตามประเพณี มาให้ผู้รับสัมปทาน ต่อมาก็ดึงเอาพื้นที่ป่า มาจากชุมชน โดยการประกาศเป็นเขตป่าประเภทต่างๆในทางกฎหมายและปิดกั้น โดยการห้ามมิให้ประชาชนเข้าไปเกี่ยวข้องแต่อย่างใด สำทับโดยการกำหนดบทลงโทษที่รุนแรง ด้วยการดึงเอาตัวผู้ที่ฝ่าฝืนออกมาอยู่นอกชุมชนเช่น การย้ายชุมชน การสั่งลงโทษจำคุก การสั่งเนรเทศ ซึ่งเป็นการกีดกันการเข้าถึงสิทธิอื่นๆตามมา และในที่สุดพื้นที่ตรงนั้นอาจได้รับการจัดสรรไปเป็นพื้นที่สัมปทานปลูกป่า กลายเป็นรีสอร์ทของทางราชการหรือเอกชน กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว หรืออาจจะกลายเป็นที่ดินที่มาจัดสรรให้กับคนบางกลุ่ม เป็นต้น 

ระบบในการจัดการป่าโดยกฎหมายข้างต้น จะเห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจนในแง่ของประสิทธิภาพ(ในทุกด้านที่จะหยิบขึ้นมาเป็นเกณฑ์ในการประเมิน) และที่สำคัญคือในแง่ของความเป็นธรรม เมื่อเปรียบเทียบกับระบบในการจัดการโดยภูมิปัญญาและจารีตของชุมชนที่จัดการมาเป็นเวลาช้านาน 

ภายใต้อุดมการณ์การปกครองแบบประชาธิปไตยที่ให้ความสำคัญกับสิทธิ เสรีภาพ เป็นหลัก ดังนั้น สิทธิ เสรีภาพ อันเป็นที่มาหรือเป็นรากฐานที่สำคัญของระบบกฎหมายซึ่งเกิดขึ้นตามอารยธรรมตะวันตกก็คือ การควบคุมการใช้อำนาจของรัฐ และการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ สร้างหลักประกันให้แก่ประชาชน จึงมีลักษณะ พฤติกรรม และผลปรากฎของการใช้อำนาจ ที่ตรงกันข้ามกับหลักการโดยสิ้นเชิง 

เหตุที่เป็นเช่นนี้สาเหตุหนึ่งมาจาก ระบบกฎหมายที่ตัดต่อเอามาเฉพาะแต่กลไก โครงสร้าง ซึ่งมีลักษณะที่เป็น hardware ไม่สามารถที่จะปรับตัวเองให้เข้ากับ software เดิมที่มีอยู่ในสังคมไทย เช่น ทุนทางวัฒนธรรม บรรทัดฐาน(ที่ดี)ต่างๆ ในทางตรงกันข้าม โครงสร้าง กลไก ของระบบกฎหมายดังกล่าวได้ถูกใช้ในการคุ้มครองสถานะของผู้คนในสังคมบางกลุ่ม อาทิ เช่น ผู้ที่ระบบการเมืองจัดวางไว้ให้อยู่ในฐานะที่เป็นผู้มีสิทธิพิเศษในทางการเมืองเนื่องจากสามารถที่จะเอื้อประโยชน์ต่อกัน

ในเวลาเดียวกัน ระบบ กลไก ในทางกฎหมายภายใต้โครงสร้างระบบราชการแบบรวมศูนย์และระบบอุปถัมภ์ ได้สร้าง software ใหม่ หรือ ความคิดใหม่ๆในทางกฎหมาย(แต่ผิดไปจากหลักการของระบบกฎหมายที่ไปเลียนแบบมา) ให้เกิดขึ้นในสังคมไทยเป็นจำนวนมากและยากในการปรับแก้ความคิดดังกล่าว อาทิเช่น 

- การทำให้ประชาชนกลัวกฎหมายโดยการเน้นการลงโทษ มากกว่าที่จะทำให้ประชาชนเห็นประโยชน์จากการเคารพกฎหมาย( ที่เป็นธรรม) 

- การทำให้เกิดความเข้าใจว่า รัฐเท่านั้นที่เป็นผู้ออกกฎ บังคับใช้ และ ชี้ขาดความผิดถูกทั้งหลายที่เกิดขึ้นในสังคม 

- การทำให้ความหมายของสิทธิ เสรีภาพ และความเป็นธรรม มีความหมายแคบๆ ตื้นๆเฉพาะตามที่กฎหมายบัญญัติ เท่านั้น 

- การทำให้เกิดความเข้าใจและรับรู้ว่า ถ้าต้องการที่จะดำเนินการเรียกร้องความยุติธรรมในทางกฎหมาย จะต้องใช้จ่ายเงินเป็นจำนวนมาก จะต้องยอมเสียเวลาและรอคอยอย่างไร้ความหวังได้ 

- และที่สำคัญที่สุดซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของระบบกฎหมายได้แก่ การทำให้ การทำตามกฎหมายเป็นสิ่งที่ถูกต้องเสมอและอยู่เหนือความชอบธรรม โดยไม่คำนึงถึงความเป็นธรรมหรือเงื่อนไขอื่นๆเลย 

จากที่ได้ชี้ให้เห็นมาดังกล่าวข้างต้นอาจจะกล่าวได้ว่า ประวัติศาสตร์พัฒนาการของระบบกฎหมายไทยไม่ได้มีพัฒนาการที่มาจากหรือตั้งอยู่บนรากฐานของการให้ความสำคัญกับความเป็นธรรมของสังคมเป็นหลัก หากแต่เป็นระบบที่สร้างขึ้นหรือกำหนดให้มีเพราะ ระบบกฎหมายที่สร้างขึ้นมานั้นถูกกำหนดมาแล้วตั้งแต่ต้นว่า จะนำไปใช้เป็นเครื่องแลกเปลี่ยน เครื่องต่อรองกับการพ้นจากสภาพสิทธิสภาพนอกอาณาเขตทางการศาลกับประเทศต่างๆ ที่อ้างว่าระบบกฎหมายไทยไม่ทันสมัย 

เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงทำให้ระบบกฎหมายของเราเริ่มต้นจากการมีองค์กรมากมายภายใต้ระบบราชการแบบรวมศูนย์ ผลที่ตามมาก็คือทำให้เกิดความพยายามในการที่จะอ้างความชอบด้วยกฎหมาย หรืออ้างความมีอำนาจตามกฎหมายขององค์กรต่างๆสามารถที่จะใช้อำนาจตามกฎหมายได้ ดังนั้น บรรดาการกระทำทั้งหลายตามอำนาจที่องค์กรต่างๆมี เช่น การตราบทบัญญัติต่างๆของกฎหมายที่เกิดขึ้น ภายใต้กระบวนการในการบัญญัติกฎหมายขององค์กรทางการเมือง เช่น สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา การตัดสินใจในทางกฎหมายของฝ่ายบริหาร การใช้อำนาจในการชี้ขาดตัดสินคดี เป็นสิ่งที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ดังนั้นจึงมีความถูกต้องแล้ว 

กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือว่า พัฒนาการของระบบกฎหมายของเราเริ่มต้นจากการสร้าง "ระบบ" เพื่อนำไปสู่การมีกฎหมาย การบังคับใช้ และการตีความชี้ขาดโดยกฎหมาย และหวังว่าจะเกิด "ความเป็นธรรม" ตามกฎหมาย 

แต่ถ้าหากย้อนกลับไปดู ณ.จุดเริ่มต้นของระบบกฎหมายตะวันตกที่เราไปเลียนแบบมา เริ่มต้นจาก คำถามว่าสังคมจะมี "ความเป็นธรรม"ได้นั้น จะต้องพัฒนาระบบกฎหมายอย่างไร จึงจะนำสังคมไปสู่การเป็นสังคมที่ให้ความสำคัญกับความถูกต้อง ความเป็นธรรม 

คำถามเช่นนี้มีผลอย่างมากในการตอบคำถามเกี่ยวกับรูปแบบของกระบวนการยุติธรรมของสังคมในอนาคต เพราะ ถ้าหากยึดความเป็นธรรมและความถูกต้องเป็นตัวตั้ง รูปแบบ กระบวนการ และระบบของกฎหมาย จะต้องปรับเปลี่ยนแปลงเพื่อดำรงธรรมและความถูกต้อง ระบบกฎหมายที่ไม่ได้ให้ความเป็นธรรม ซ้ำยังกดขี่ เอาเปรียบ เป็นระบบที่ไม่ถูกต้อง 

การรักษาระบบดังกล่าวนี้ไว้โดยไม่มีการปรับเปลี่ยนเท่ากับเป็นการรักษาระบบที่ทำลายความเป็นธรรมของสังคม สร้างความไม่มั่นคงในมนุษย์ เป็นระบบย่อยที่ทำลาย/บั่นทอนระบบใหญ่ โครงสร้างสังคมที่ยอมรับการมีระบบย่อยที่กัดกร่อนตัวเองเช่นนี้จะนำไปสู่ สภาพที่ว่า สังคมใดมีกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม ที่นั้นไม่ใช้สังคมประชาธรรม 

ตัวอย่าง ที่สามารถสะท้อนภาพเรื่องของการไม่ได้รับความเป็นธรรมของผู้คนส่วนใหญ่ในสังคม ที่ได้รับจากการกระทำอันเกิดจากระบบกฎหมายทำ(ไม่ใช่โชคชะตาเป็นผู้ทำ, ทำนองเดียวกับโรคหมอทำ)มีมากมาย ทั้งที่เป็นรายกรณี และทั้งที่มีลักษณะเป็นกลุ่ม อาทิเช่น ในกรณีของชาวไร่ชาวนา กรณีเกษตรกร กรณีผู้ใช้แรงงาน ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการของรัฐ ผู้บริโภคที่ไม่มีทางเลือก ผู้หญิง เด็กที่ถูกทารุณกรรมและใช้ความรุนแรงและไม่ได้รับการคุ้มครองโดยกฎหมาย ประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือแม้แต่กรณีของผู้ที่เป็นแกนนำริเริ่มในการเรียกร้องเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมจากรัฐ แต่ในที่สุดก็กลายเป็นผู้กระทำผิดกฎหมายและกลายเป็นเหยื่อของสังคมที่ตกอยู่ภายใต้การครอบงำโดยรัฐ เป็นต้น 

ค. การเมืองภาคประชาชนกับ กระบวนการในการสร้างกฎหมายที่ตั้งอยู่บนหลัก ความเป็นธรรม

การเมืองภาคประชาชนเป็นทั้งแนวความคิดและยุทธวิธีที่ถูกเสนอขึ้นมา เพื่อเป็นแนวทางในการปฎิรูปสังคม โดยมีสมมุติฐานว่า จุดเริ่มต้นที่จะต้องดำเนินการเสียก่อนก็คือ ระบบการเมือง ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้สูญเสียผลประโยชน์ สูญเสียอำนาจทั้งหลาย ใช้ระบบการเมืองมาทำให้การปฎิรูปถูกบิดเบือนไป 

เมื่อยุทธศาสตร์ในทางสังคมถูกกำหนดเช่นนี้ การเมืองภาคประชาชนจะเป็นจริงขึ้นมาได้นั้น ก็คือ จะทำอย่างไรที่จะทำให้คำว่า"ภาคประชาชน"ไม่ได้มีความหมายแต่เพียงนามธรรมจับต้องไม่ได้ และมักจะถูกนำคำว่า"เพื่อส่วนรวม"หรือ"เพื่อประชาชน"ไปใช้อ้าง เพื่อดึงเอางบประมาณ ดึงเอาทรัพยากรต่างๆ ไปใช้ประโยชน์เฉพาะกลุ่ม 

การจะทำให้คำว่า"ภาคประชาชน"เป็นจริงขึ้นมา ทางหนึ่งที่จะเป็นไปได้ก็ต้องเปิดโอกาสให้เกิดการแสดงออกในรูปแบบต่างๆ. การแสดงออกดังกล่าวจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีความพร้อมในด้านต่างๆไม่ว่าจะเป็นทุน ข้อมูล เครือข่าย การจัดองค์กร ความรู้ ฯลฯ ทั้งหมดเหล่านี้จะเกิดขึ้นมาได้นั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องอาศัยความเป็นกลุ่ม ความเป็นชุมชน 

การเกิดขึ้นของคำว่า"ภาคประชาชน"ทั้งในแง่ของความรับรู้และในแง่ของปฎิบัติการจริง นับว่าเป็นจังหวะและการมีเงื่อนไขในแง่ของความพร้อม ทั้งในทางสำนึกทางการเมือง และวุฒิภาวะในทางการเมืองของสังคม บนลักษณะเฉพาะของสังคมไทยเอง ซึ่งอาจจะถือได้ว่าเป็นข้อได้เปรียบเมื่อเทียบกับพัฒนาการทางการเมืองของประเทศต่างๆในภูมิภาคนี้ 

ประเด็นในปัจจุบันต่อการพัฒนาประเทศที่สำคัญก็คือว่า การเมืองภาคประชาชนจะทำให้เกิดระบบการเมือง ระบบกฎหมาย และที่สำคัญก็คือ จะสร้างระบบกฎหมายที่ตั้งอยู่บนความเป็นธรรม ให้เกิดขึ้นได้อย่างไร 

และถ้าหากจะตั้งสติ วางทิศกำหนดเป้าโดยเอาความเป็น"ชุมชน"ซึ่งเป็นรากฐานของการเมืองภาคประชาชนเป็นตัวตั้ง และลองทบทวนจากกระแสการเปลี่ยนแปลงที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน พอที่จะสามารถสะท้อนให้เห็นภาพกว้างของพัฒนาการความสัมพันธ์ระหว่างความเป็นชุมชน ระบบการเมือง และระบบกฎหมาย ซึ่งมีนัยสำคัญต่อกระบวนการสร้างความเป็นธรรมในสังคม ในลักษณะดังต่อไปนี้ 

๑. ก่อนมีรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน 
๒. หลังการบังคับใช้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน 
๓. การไม่เคลื่อนไหวในสิทธิ 

๑. ก่อนมีรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน 

ความคิดเกี่ยวกับเรื่องชุมชนเป็นที่ยอมรับแต่ในความเป็นจริง (de facto)เท่านั้น ในทางกฎหมาย (de juris) แม้จะมีกฎหมายกล่าวถึงอยู่บ้าง แต่ก็ไม่มีนัยสำคัญที่จะนำไปสู่การปฎิบัติ แต่ในทางความเป็นจริง สำนึก และความคิดที่เกี่ยวกับความเป็นชุมชนได้มีการบ่มเพาะผ่านทางกิจกรรมต่างๆ ทั้งที่เกิดขึ้นเองอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ 

ลักษณะการเกิดขึ้นดังกล่าว เป็นเพราะเห็นปัญหาต่างๆร่วมกันจึงมีการรวมเป็นกลุ่มต่างๆมากมาย และมีพัฒนาการพร้อมทั้งปฎิสัมพันธ์กับสังคมในด้านต่างๆมาอย่างต่อเนื่อง ผลของการรวมกลุ่มต่างๆดังกล่าว ทำให้เกิดการแก้ปัญหาไปได้ในระดับหนึ่ง ทำให้เกิดการจัดการในรูปแบบใหม่ๆที่ตั้งอยู่บนความต้องการของชุมชน แต่ก็ไม่ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในระบบราชการและในทางกฎหมาย

จนกระทั้งมีการเรียกร้องให้เกิดการปฎิรูปทางการเมือง กลุ่มต่างๆเหล่านี้ก็มีการเคลื่อนไหวและช่วยกันผลักดันทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างในรัฐธรรมนูญ ให้รับรองความเป็นชุมชน ซึ่งถือเป็นสาระสำคัญในทางกฎหมาย 

๒. หลังการบังคับใช้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน

หลังการบังคับใช้รัฐธรรมนูญในปัจจุบัน มีการนำบทบัญญัติที่ว่าด้วยเรื่องสิทธิชุมชนและสิทธิอื่นๆ(เช่น สิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร สิทธิในการเข้าร่วมในการดำเนินของรัฐ) อันเป็นสิทธิในฐานะของปัจเจก แต่มีผลของการใช้สิทธิที่เป็นการเสริมความเป็นชุมชน ภายหลังการบังคับใช้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ทำให้สามารถประเมินภาพเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของแนวคิดที่ว่าด้วยความเป็นชุมชนได้ ดังต่อไปนี้ 

๒.๑ การเคลื่อนไหวผ่านทางโครงสร้างทางการเมืองการปกครอง 
๒.๒ การเคลื่อนไหวภายใต้สิทธิเฉพาะเรื่อง ตามรัฐธรรมนูญ 

๒.๑ การเคลื่อนไหวผ่านทางโครงสร้างทางการเมืองการปกครอง 

การเคลื่อนไหวของความเป็นชุมชนที่เกิดจากฐานของปัญหา เช่น ปัญหาเรื่องความขัดแย้งในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ปัญหาชุมชนแออัด ปัญหาชนเผ่า ปัญหาเรื่องแรงงาน ฯลฯ มีการเคลื่อนไหวในความถี่ที่ค่อนข้างสูงเพื่อเรียกร้องให้เกิดการแก้ปัญหา การเคลื่อนไหวในแนวทางนี้ มีการแสดงออกถึงการใช้สิทธิว่าเป็นสิทธิในทางการเมืองของประชาชน หรือที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "การเมืองของพลเมือง" ซึ่งถูกสร้างขึ้นมาให้เป็นคู่ตรงกันข้ามกับการเมืองของนักการเมือง 

แนวคิดนี้แพร่หลายอย่างรวดเร็วในช่วงก่อน พ.ศ. ๒๕๔๐ และหลังจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีผลใช้บังคับ แนวคิดดังกล่าวนี้ก็ยิ่งกลายเป็นประเด็นที่ถูกนำไปใช้ในบริบทต่างๆทั้งในแง่ที่เป็นอุดมการณ์ เป็นยุทธศาสตร์ ยุทธวิธีในการเคลื่อนไหวในทางการเมือง และควรจะกล่าวไว้ ณ ที่นี้ด้วยว่า 

ด้วยกระแสของแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องการเมืองภาคประชาชน ทำให้เกิดกลไกต่างๆที่ภาคประชาชนสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมและเปิดเวทีสาธารณะ รวมถึงเวทีทางการเมืองในระดับต่างๆอย่างมากมาย แต่อย่างไรก็ตาม แม้กลไกและเวทีในทางการเมืองจะเปิดมากขึ้น แต่ในที่สุดแล้ว ภายใต้การดำเนินการที่ต้องอิงอยู่กับหน่วยงานของรัฐ จึงจำต้องอยู่ภายใต้บังคับของบทบัญญัติกฎหมาย (ซึ่งไม่สอดคล้องกับบริบทของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป) จึงทำให้บรรดาข้อสรุปต่างๆที่เกิดขึ้นจากการเข้าไปมีส่วนร่วมในทางการเมืองของประชาชน เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาก็ดี เพื่อทำให้เกิดบรรทัดฐานที่เป็นธรรมก็ดี จึงมิอาจที่จะนำไปสู่การแก้ไขได้ในที่สุด 

ดังนั้น ประเด็นปัญหาจึงอยู่ที่ว่าจะทำอย่างไรที่จะทำให้ โครงสร้างพื้นฐานในทางกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในส่วนที่เกี่ยวกับบทบัญญัติกฎหมายที่เปิดช่องทางให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมอยู่แล้ว ถูกนำมาใช้เพื่อทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนในเรื่องต่างๆดังต่อไปนี้ 

ประการแรก ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างทางการเมืองในระดับชาติ 
ประการที่สอง ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างราชการบริหารส่วนกลางและส่วนภูมิภาค
ประการที่สาม สร้างนวัตกรรมใหม่ๆในการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น ที่สอดคล้องกับความหลากหลายของความเป็นชุมชนและท้องถิ่น 
ประการที่สี่ สร้างวัฒนธรรมในความสัมพันธ์เชิงอำนาจในระดับท้องถิ่นใหม่ ให้สอดคล้องกับระบบราชการบริหารแบบใหม่ๆ 

กระบวนการในการนำเสนอและวิธีการอธิบายแนวความคิด ที่ว่าด้วยการเมืองภาคประชาชนเท่าที่เป็นอยู่ ณ ขณะนี้ มีการอธิบายที่แตกต่างกัน ทั้งนี้เนื่องจากว่า การอธิบายเกี่ยวกับแนวคิดและอุดมการณ์ที่ว่าด้วยการเมืองของพลเมือง หรือการเมืองภาคประชาชนนั้นไม่ได้มีสถานภาพเป็นองค์ความรู้อยู่ในกระแสวิชาการ ที่เกี่ยวข้องกับการเมืองการปกครองและกฎหมายที่เป็นกระแสหลัก 

ดังนั้น เมื่อมีการกล่าวถึงปรากฎการณ์ที่เป็นเนื้อหาของการเมืองภาคประชาชนแล้ว ก็จะตกอยู่ในรูปแบบ และชุดความคิดในทางวิชาการทางการเมืองการปกครองและกฎหมาย ดังเช่น คำอธิบายว่าด้วยกลุ่มผลประโยชน์(interest group) กลุ่มกดดัน(pressure group) การประท้วง(mob) หรือ ผู้ที่กระทำผิดกฎหมายในข้อหาต่างๆที่ไปกระทบต่อความสงบ ฯลฯ 

ด้วยเหตุดังนั้น ภายหลังที่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันใช้บังคับทั้งในทางการเมืองการปกครองและกฎหมาย(หากเคารพในหลักการที่ว่า รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด กฎหมายต่างๆก็ดี การกระทำทั้งหลายขององค์กรต่างๆที่ใช้อำนาจรัฐ จะขัดหรือแย้งรัฐธรรมนูญไม่ได้ ) ก็จะต้องเปลี่ยนวิธีการอธิบายปรากฎการณ์ดังกล่าวเสียใหม่ 

แต่อย่างไรก็ตาม ณ เวลานี้ ได้มีความพยายามในการที่จะทำความเข้าใจปรากฎการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นซึ่งแตกต่างไปจากแนวทางกระแสหลักเดิมๆ โดยอาจจะสรุปวิธีการอธิบาย ได้ดังนี้ 

๑. อธิบายการเมืองภาคประชาชนว่า
เป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดอุดมการณ์การปกครองแบบประชาธิปไตย การอธิบายบนแนวทางนี้พยายามที่จะชี้ให้เห็นว่าประชาชนสามารถที่จะใช้สิทธิ เสรีภาพได้ในทางตรงหรือที่เรียกว่าประชาธิปไตยทางตรง(Direct Democracy ) เช่น การที่ประชาชนใช้สิทธิในการเสนอกฎหมายก็ดี หรือการใช้สิทธิในการถอดถอนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารระดับสูง ก็ถือว่าเป็นการเมืองภาคประชาชน ที่เข้าไปเคลื่อนไหวในโครงสร้างทางการเมืองในภาคที่เป็นทางการ ซึ่งในปัจจุบันก็ยังเป็นอุปสรรค ทั้งนี้เนื่องจากถึงที่สุดแล้ว กระบวนการในการตัดสินใจสุดท้ายก็ยังอยู่ที่การเมืองในระบบ ซึ่งก็คือ พรรคการเมือง และนักการเมืองต่างๆ 

๒. อธิบายการเมืองภาคประชาชนว่า 
การที่ประชาชนเข้าร่วมหรือเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของระบบการเมืองที่เป็นทางการ หรือกล่าวให้ถึงที่สุดแล้ว ก็คือการเมืองภาคประชาชนคือ ประชาธิปไตยโดยผู้แทน (Representative Democracy) การที่ประชาชนเข้าเป็นสมาชิกพรรคการเมือง การให้การสนับสนุนพรรคหรือผู้สมัคร การไปใช้สิทธิเลือกตั้ง การสมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งเป็นโครงสร้างของระบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ตามแนวทางการอธิบายระบบการปกครองของประเทศอุตสาหกรรมตะวันตก ที่มีอิทธิพลทางความคิดทั้งในทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม เป็นบทบาทของประชาชนที่พึ่งมีในระบบการเมือง 

๓. อธิบายการเมืองภาคประชาชนว่า 
การที่ประชาชนเข้าร่วมหรือเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของระบบการจัดการชุมชนท้องถิ่น โดยการดึงเอากลุ่มที่ไม่เป็นทางการ (กลุ่มที่อยู่นอกโครงสร้างองค์กรทางการเมืองที่กำหนดไว้โดยกฎหมาย) เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาท้องถิ่น ทั้งนี้เป็นไปตามส่วนหนึ่งของแนวคิดในการพัฒนาชุมชน ภายใต้แนวทางการปรับทิศทางของการกำหนดนโยบายของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๘ ดังจะเห็นได้จากการจัดตั้งประชาคมหมู่บ้าน หรือประชาคมตำบล 

ในกรณีเช่นนี้ ก็เป็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งจากความพยายามที่จะเข้าไปมีส่วนในการพัฒนาท้องถิ่นที่ไม่ได้เข้าไปในช่องทางทางการเมือง ดังในแนวคิดที่อธิบายมาแล้วข้างต้น แต่จากนัยดังที่กล่าวมา ได้สะท้อนให้เห็นความหมายของ"การเมือง"ที่ขยายออกไปจากกรอบการมองการเมืองแบบเดิมๆ ที่ครอบงำทางความคิดมาเป็นเวลานาน และลักษณะของพัฒนาการทางการเมืองในแนวทางนี้ เป็นการเข้าไปขยายพื้นที่สาธารณะ(พื้นที่ในทางการเมือง) ที่อยู่ในการครอบครองของระบบราชการและระบบอุปถัมภ์มาเป็นเวลานาน

๔. การอธิบายการเมืองภาคประชาชนโดย
อธิบายด้วยการให้ความหมายของการแสดงออกในด้านต่างๆที่เกิดขึ้นจริงๆในบริบทสังคมไทย หรือที่เรียกกันในเวทีวิชาการปัจจุบันว่า ขบวนการเคลื่อนไหวใหม่ในทางสังคม (New Social Movements , NSM) 

การปรากฎตัวของการเคลื่อนไหวใหม่ในทางสังคมดังกล่าว เป็นสิ่งที่มีปรากฎในระดับโลก โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา(แต่ก็มิได้หมายความว่าเป็นแนวคิดที่นำเข้า) การเคลื่อนไหวดังกล่าว ไม่ได้มีสถานะที่เป็นแนวคิด แต่เป็นความเคลื่อนไหวที่เกิดจากแรงกดดันในด้านต่างๆ และเป็นการเคลื่อนไหวที่เป็นปฎิกริยาตอบสนองต่อสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นในวิถีชีวิต และพยายามที่จะพัฒนาแนวทางในการแก้ไขปัญหาต่างๆเหล่านั้น ซึ่งประจวบเหมาะกับการขยายตัวภายในของกลุ่มต่างๆที่มีการเคลื่อนไหวมาอย่างต่อเนื่อง และประกอบกับปัญหาที่เป็นข้อจำกัดของโครงสร้างระบบราชการและระบบการเมืองที่ไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาต่างๆเหล่านั้นได้ จึงทำให้เกิดการเผชิญหน้ากันบ่อยครั้งมากขึ้น 

อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวในแนวทางนี้ มีนัยที่สำคัญในแง่ของการสร้างสำนึกในทางการเมืองอย่างชัดเจน ทั้งนี้เนื่องจาก กลไกทางการเมืองในระบบเดิมทั้งในทางความเป็นจริง และในการอธิบายทางวิชาการ พยายามที่จะสร้างทัศนะและสำนึกใหม่ในทางการเมืองให้กับประชาชน เพื่อให้เข้าใจและเห็นคล้อยไปกับระบบการเมืองการปกครอง ตามแนวคิดกระแสหลัก ตามระบบการเมืองประเทศต้นแบบ แต่ในขณะที่การเคลื่อนไหวใหม่ที่ประชาชนออกมาเคลื่อนไหวเองในปัญหาที่ตนเองประสบ ได้เปลี่ยนทัศนะ เปลี่ยนความคิดต่อระบบการเมืองเดิม และท่าทีของตนเองทั้งต่อตนเอง และต่อคนอื่นที่อยู่ในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกลุ่มประชาชนที่ประสบปัญหาต่างๆร่วมกัน 

แต่อย่างไรก็ตาม การปรากฎตัวขึ้นของขบวนการเคลื่อนไหวในทางสังคมดังที่กล่าวมาถือได้ว่า ได้สะท้อนและทำให้ในแวดวงวิชาการต้องขบคิดใหม่ ในแง่ของการต้องผนวกเอาเงื่อนไขดังกล่าวเข้ามาคิดเพิ่มเติม ดังนั้น องค์กรภาคประชาชนในขบวนการเคลื่อนไหวในทางสังคม จึงกลายเป็นเงื่อนไขใหม่สำหรับการเมืองในระบบเดิม และสอดคล้องกับระบบโครงสร้างในทางการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน 

๒.๒ การเคลื่อนไหวภายใต้สิทธิเฉพาะเรื่อง ตามรัฐธรรมนูญ 

จริงๆแล้วการเคลื่อนไหวภายใต้สิทธิเฉพาะเรื่องหรือเฉพาะประเด็นใดประเด็นหนึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่มีมาโดยตลอด และมีหลายๆกรณีที่เมื่อมีโอกาส และความพร้อมในทางการเมืองก็สามารถที่จะผลักดันความคิดดังกล่าว ให้กลายเป็นหลักการที่ปรากฎอยู่ในรัฐธรรมนูญ เช่น ประเด็นเรื่อง สิทธิชุมชน สิทธิในคลื่นความถี่ สิทธิของผู้บริโภค เป็นต้น 

แต่แม้จะมีการบัญญัติหลักการดังกล่าวไว้ในรัฐธรรมนูญแล้วก็ตาม เมื่อต้องการที่จะใช้สิทธิในนามของกลุ่มเฉพาะตามประเด็นปัญหา กลับต้องมาต่อสู้กับระบบที่มีอยู่เดิม โดยเฉพาะในโครงสร้างทางการเมืองและระบบราชการที่มีอำนาจอยู่ภายใต้กฎหมาย และในหลายๆกรณีสามารถที่จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า มีกระบวนการตอบโต้กลับของระบบต่างๆเหล่านี้ และนับวันจะมีการตอบโต้กลับทั้งทางตรงและทางอ้อมมากขึ้น 

๓. การไม่เคลื่อนไหวในสิทธิ 

แม้จะมีความพยายามในการเรียกร้องให้ใช้สิทธิของตนเอง และสิทธิต่างๆเหล่านั้นที่มีการบัญญัติรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่เนื่องจากผู้ทรงสิทธิตามกฎหมายไม่อยู่ในฐานะหรือสภาพที่จะใช้สิทธิต่างๆได้เอง หรือระบบราชการที่ต้องบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมายไม่ได้วางระบบที่ทำให้เอื้อต่อการเข้าถึงสิทธิดังกล่าว ทำให้สิทธิประเภทนี้มิอาจที่จะเคลื่อนไหวภายใต้แนวทางในการรวมกลุ่มได้ และในที่สุดก็นำไปสู่การละเมิดสิทธิในด้านอื่นๆตามมา เช่น สิทธิของผู้ต้องหา และของผู้ต้องขัง สิทธิของผู้สูงอายุ สภาพที่เป็นอยู่เช่นนี้ แม้มีความพยายามที่จะเข้าไปดูแล แต่ก็เป็นเพียงการแก้ปัญหาตรงปลายเหตุเสียเป็นส่วนใหญ่ 


จากสภาวะการณ์ที่เป็นอยู่จริงโดยย่อๆดังที่กล่าวมา รวมถึงสาเหตุของความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นทั้งหลาย ถ้าหากต้องการที่จะทำให้บทบาทของภาคประชาชน สามารถที่จะใช้กลไกในทางกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐธรรมนูญซึ่งมีช่องทางต่างๆมากมาย(อย่างน้อยในทางหลักการ) ผนวกไปกับการเมืองภาคพลเมือง เพื่อนำไปสู่การมีหรือการสร้างระบบกฎหมายที่ตั้งอยู่บนความถูกต้อง ชอบธรรม และเป็นธรรม ไม่ใช้กฎหมายที่เป็นเพียงตัวหนังสือที่เขียนแล้วอ่านออกเสียงว่ากฎหมาย แต่ไร้วิญญาณแห่งความเป็นธรรมที่สามารถพึ่งพิงได้ บทบาทของภาคประชาชนควรที่จะใช้เวทีต่างๆของการเมืองภาคประชาชน ในการทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงดังต่อไปนี้ 

ประการแรก สร้างความชัดเจนในทางกฎหมายให้ได้ว่า ปัญหา(หรือสิทธิ)ใดหรือประเด็นที่มีการเคลื่อนไหวเรียกร้องใดที่ต้องการที่จะให้รัฐเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ปัญหา( หรือสิทธิ)ใดที่บทบาทของรัฐควรจะมีบทบาทให้น้อยลง และสังคมหรือชุมชนควรจะเข้ามามีบทบาทในปัญหานั้นๆหรือในสิทธินั้นๆมากขึ้น 

ประการที่สอง จะทำอย่างไรที่จะทำให้ชุมชนสามารถเรียกร้อง แสดงออกเพื่อทำให้เกิดความเข้าใจและยอมรับ ความมีอยู่จริงของ"ความเป็นชุมชน" และ " สิทธิชุมชน" ต่อแวดวงนิติศาสตร์ไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต่อองค์กรที่ทำหน้าที่ในการวินิจฉัยชี้ขาด เพื่อจะได้เข้าใจในความเป็นธรรมอีกมิติหนึ่งนอกเหนือจากที่กฎหมายบัญญัติ 

ประการที่สาม ในการสร้างการยอมรับ จำเป็นที่จะต้องพัฒนาระบบข้อมูล การสาธิตเป็นตัวอย่างให้เห็น เป็นสิ่งสำคัญในการที่จะแพร่ขยายองค์ความรู้และการรับรู้ ดังนั้น การสร้างระบบฐานข้อมูลและการมีสื่อของชุมชนเองเป็นสิ่งที่ไม่อาจที่จะหลีกเลี่ยงได้ 

ถ้าหากเราอยากเห็นสังคมที่ศรัทธาและเชื่อมั่นในความเป็นธรรม (กฎหมาย นักกฎหมาย หรือระบบกฎหมายทั้งระบบ ไม่ได้เป็นที่มาของความเป็นธรรมดังกล่าวทั้งหมดในการเมืองภาคพลเมือง) เราสามารถที่จะสร้างระบบกฎหมายได้ เพราะในความเป็นชุมชน เรามีทุนทางสังคม มีทุนทางวัฒนธรรม ที่สามารถให้ความเป็นธรรม ยึดเหนี่ยว พึ่งพาได้ 

คำถามคือว่า จะทำอย่างไรที่จะทำให้หลักความเป็นธรรมของสังคม เข้าไปเป็นเจตนารมณ์ของกฎหมายของนักกฎหมาย? และจะทำอย่างไรให้นักกฎหมายเข้าใจความต้องการของชุมชน? 

เหล่านี้เป็นสิ่งที่จะพิสูจน์กระแสชุมชนนิยม และจะเป็นการพิสูจน์สำนึกของความเป็นคนของนักกฎหมาย